คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2547 ฉบับเต็ม

#112842
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2547 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โจทก์ บริษัทฉัตราภา จำกัด จำเลย พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 24 ป.พ.พ. มาตรา 368, มาตรา 383, มาตรา 393 จำเลยรับจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคาร เมื่อจำเลยส่งมอบงานงวดที่ 6 ล่าช้า โจทก์แจ้งสงวนสิทธิขอปรับตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง จำเลยไม่ยินยอม คู่สัญญาจึงทำข้อพิพาทเสนอให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา โดยอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ขยายเวลาปฏิบัติตามสัญญาออกไปอีก 120 วัน นับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุด จำเลยมิได้ทำงานงวดที่ 7 ถึงที่ 10 โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยขอคิดค่าปรับจากจำเลยในช่วงเวลาที่ผิดสัญญา แต่แม้ตามสัญญาจะมีการกำหนดให้คิดเบี้ยปรับไว้ แต่เบี้ยปรับดังกล่าวก็เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอาจจะสูงหรือต่ำกว่าค่าเสียหายแท้จริงก็ได้ ซึ่งต้องปรับด้วย ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก ที่ให้ศาลพิจารณาลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนลงเป็นจำนวนที่พอสมควรตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิไม่เหมาะสมโดยมิได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยในเวลาอันสมควร การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้เอาวันหลังจากอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยและจำเลยทำหนังสือข้อตกลงขยายระยะเวลาปฏิบัติงานตามสัญญา 1 เดือนเศษ โดยการขยายระยะเวลาดังกล่าวไม่มีผลให้ปฏิบัติได้จริง เพราะมีคำวินิจฉัยเมื่อพ้นกำหนดเวลานั้นแล้ว คงมีผลเพียงเพื่อลดวันที่จำเลยจะต้องชำระค่าปรับและจำเลยไม่อาจดำเนินการตามสัญญาต่อไปได้อีก เป็นวันเลิกสัญญา เป็นการใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องเป็นธรรมแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๔๐,๑๕๑,๐๗๖.๐๒ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๘,๐๓๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้เปลี่ยนจาก ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็น ๙,๑๔๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๓๖ โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยก่อสร้างหอพักนิสิต ๒ หลัง เป็นเงิน ๖๗,๙๐๐,๐๐๐ บาท กำหนดตรวจรับงานและจ่ายเงินค่าจ้างเป็น ๑๐ งวด กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ หากส่งมอบงานเกินกำหนดต้องเสียค่าปรับวันละ ๕๐,๐๐๐ บาท โดยมีธนาคารศรีนคร จำกัด ทำหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยเป็น ๓,๓๙๕,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยส่งมอบงานในงวดที่ ๕ และที่ ๖ ล่าช้า โจทก์แจ้งสงวนสิทธิขอปรับตามสัญญาเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ แต่จำเลยไม่ยินยอม จึงนำข้อพิพาทเสนอให้อนุญาโตตุลาการ โดยอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๓๙ ให้ขยายเวลาปฏิบัติตามสัญญาออกไปอีก ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลงในวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ ต่อมาวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๙ จำเลยจึงทำหนังสือข้อตกลงขยายระยะเวลาปฏิบัติงาน หลังจากจำเลยส่งมอบงานงวดที่ ๖ ในวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๓๘ แล้ว จำเลยมิได้ทำงานงวดที่ ๗ ถึงที่ ๑๐ แต่อย่างใด โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๐ จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐ หลังจากนั้นโจทก์ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดสถิตย์วิศวกรก่อสร้าง ดำเนินการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จเมื่อประมาณปลายปี ๒๕๔๐ จำเลยจึงต้องชำระค่าปรับวันละ ๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐ รวม ๖๙๘ วัน เป็นเงิน ๓๔,๙๐๐,๐๐๐ บาท และการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอีกหลายประการเป็นเงิน ๓,๑๓๐,๐๐๐ บาท ตามบันทึกการประเมินค่าเสียหายเอกสารหมาย จ. ๑๗ ถึง จ. ๒๓ แต่จำเลยไม่ชำระ ส่วนธนาคารศรีนคร จำกัด ได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันจำนวน ๓,๓๙๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์แล้ว เห็นว่า ประเด็นโดยตรงตามคำฟ้องมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดค่าปรับจากจำเลยในช่วงเวลาตามคำฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความถึงเหตุที่ก่อให้เกิดสิทธิของโจทก์และโจทก์ใช้สิทธิอย่างเหมาะสมและชอบธรรมหรือไม่ แม้ตามสัญญาจะมีการกำหนดให้มีการคิดเบี้ยปรับไว้ แต่เบี้ยปรับดังกล่าวก็เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอาจจะสูงหรือต่ำกว่าค่าเสียหายแท้จริงก็ได้ ซึ่งต้องปรับด้วย ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๓ วรรคแรก ที่ให้ศาลพิจารณาลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนลงเป็นจำนวนที่พอสมควรตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ฉะนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า หลังจากอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดแล้ว ต่อมาวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๙ โจทก์จำเลยได้ทำข้อตกลงขยายระยะเวลาปฏิบัติงานตามสัญญา แต่จำเลยก็ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งโจทก์มิได้บอกเลิกสัญญา คงปล่อยระยะเวลาให้ล่วงพ้นเป็นเวลานาน ต่อมาวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๐ โจทก์จึงแจ้งบอกเลิกสัญญาต่อจำเลย การบอกเลิกสัญญาของโจทก์เป็นการใช้สิทธิไม่เหมาะสมเพราะมิได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยภายในเวลาอันสมควร จึงกำหนดให้วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นวันหลังจากอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดและจำเลยทำหนังสือข้อตกลงขยายระยะเวลาปฏิบัติงานตามสัญญา ๑ เดือนเศษ โดยการขยายระยะเวลาดังกล่าวไม่มีผลให้ปฏิบัติได้จริงเพราะมีคำชี้ขาดเมื่อพ้นกำหนดเวลานั้นแล้ว คงมีผลเพียงเพื่อลดจำนวนวันที่จำเลยจะต้องชำระค่าปรับและจำเลยไม่อาจดำเนินการตามสัญญาต่อไปได้อีกแล้ว เป็นวันเลิกสัญญา เป็นการใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องและเป็นธรรม คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว พิพากษายืน. (อรพินท์ เศรษฐมานิต-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชัช ชลวร) ศาลแพ่ง - นายจักรกฤษ เจริญเลิศ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112842
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายจักรกฤษ เจริญเลิศ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082042603"
    }
}
date
2547
deka_no
108/2547
deka_running_no
108
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "อรพินท์ เศรษฐมานิต",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์",
    "ชัช ชลวร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530",
        "sections": [
            "ม. 24"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 368",
            "ม. 383",
            "ม. 393"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทฉัตราภา จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๔๐,๑๕๑,๐๗๖.๐๒ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๘,๐๓๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้เปลี่ยนจาก ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็น ๙,๑๔๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๓๖ โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยก่อสร้างหอพักนิสิต ๒ หลัง เป็นเงิน ๖๗,๙๐๐,๐๐๐ บาท กำหนดตรวจรับงานและจ่ายเงินค่าจ้างเป็น ๑๐ งวด กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ หากส่งมอบงานเกินกำหนดต้องเสียค่าปรับวันละ ๕๐,๐๐๐ บาท โดยมีธนาคารศรีนคร จำกัด ทำหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยเป็น ๓,๓๙๕,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยส่งมอบงานในงวดที่ ๕ และที่ ๖ ล่าช้า โจทก์แจ้งสงวนสิทธิขอปรับตามสัญญาเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ แต่จำเลยไม่ยินยอม จึงนำข้อพิพาทเสนอให้อนุญาโตตุลาการ โดยอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๓๙ ให้ขยายเวลาปฏิบัติตามสัญญาออกไปอีก ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลงในวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ ต่อมาวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๙ จำเลยจึงทำหนังสือข้อตกลงขยายระยะเวลาปฏิบัติงาน หลังจากจำเลยส่งมอบงานงวดที่ ๖ ในวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๓๘ แล้ว จำเลยมิได้ทำงานงวดที่ ๗ ถึงที่ ๑๐ แต่อย่างใด โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๐ จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐ หลังจากนั้นโจทก์ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดสถิตย์วิศวกรก่อสร้าง ดำเนินการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จเมื่อประมาณปลายปี ๒๕๔๐ จำเลยจึงต้องชำระค่าปรับวันละ ๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐ รวม ๖๙๘ วัน เป็นเงิน ๓๔,๙๐๐,๐๐๐ บาท และการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอีกหลายประการเป็นเงิน ๓,๑๓๐,๐๐๐ บาท ตามบันทึกการประเมินค่าเสียหายเอกสารหมาย จ. ๑๗ ถึง จ. ๒๓ แต่จำเลยไม่ชำระ ส่วนธนาคารศรีนคร จำกัด ได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันจำนวน ๓,๓๙๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์แล้ว เห็นว่า ประเด็นโดยตรงตามคำฟ้องมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดค่าปรับจากจำเลยในช่วงเวลาตามคำฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความถึงเหตุที่ก่อให้เกิดสิทธิของโจทก์และโจทก์ใช้สิทธิอย่างเหมาะสมและชอบธรรมหรือไม่ แม้ตามสัญญาจะมีการกำหนดให้มีการคิดเบี้ยปรับไว้ แต่เบี้ยปรับดังกล่าวก็เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอาจจะสูงหรือต่ำกว่าค่าเสียหายแท้จริงก็ได้ ซึ่งต้องปรับด้วย ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๓ วรรคแรก ที่ให้ศาลพิจารณาลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนลงเป็นจำนวนที่พอสมควรตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ฉะนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า หลังจากอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดแล้ว ต่อมาวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๙ โจทก์จำเลยได้ทำข้อตกลงขยายระยะเวลาปฏิบัติงานตามสัญญา แต่จำเลยก็ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งโจทก์มิได้บอกเลิกสัญญา คงปล่อยระยะเวลาให้ล่วงพ้นเป็นเวลานาน ต่อมาวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๐ โจทก์จึงแจ้งบอกเลิกสัญญาต่อจำเลย การบอกเลิกสัญญาของโจทก์เป็นการใช้สิทธิไม่เหมาะสมเพราะมิได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยภายในเวลาอันสมควร จึงกำหนดให้วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นวันหลังจากอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดและจำเลยทำหนังสือข้อตกลงขยายระยะเวลาปฏิบัติงานตามสัญญา ๑ เดือนเศษ โดยการขยายระยะเวลาดังกล่าวไม่มีผลให้ปฏิบัติได้จริงเพราะมีคำชี้ขาดเมื่อพ้นกำหนดเวลานั้นแล้ว คงมีผลเพียงเพื่อลดจำนวนวันที่จำเลยจะต้องชำระค่าปรับและจำเลยไม่อาจดำเนินการตามสัญญาต่อไปได้อีกแล้ว เป็นวันเลิกสัญญา เป็นการใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องและเป็นธรรม คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000919.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547