คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1097 -ที่ 1098/2547 ฉบับเต็ม

#112846
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1097 - 1098/2547 บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด กับพวก โจทก์ นายอำนวย สุนทร กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 323 โจทก์ที่ 1 วางเงิน 15,887.50 บาท ต่อศาล เพื่อขอทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์ โดยทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลไว้เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2534 ว่า หากโจทก์ทั้งสามแพ้คดีและไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษายินยอมให้บังคับเอากับเงินที่นำมาวางเป็นหลักประกันได้ แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้โจทก์ที่ 1 แพ้คดี และคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่โจทก์ที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาก็ยังไม่มีสิทธิขอรับเงินที่วางไว้ดังกล่าวคืน โจทก์ที่ 1 จะมีสิทธิขอคืนได้ต่อเมื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 นำเงินจำนวนใหม่มาวางชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2544 โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกร้องขอรับเงินที่วางเป็นหลักประกันคืนตั้งแต่วันดังกล่าว หาใช่นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ โจทก์ที่ 1 ขอรับเงินคืนเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2544 ยังไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้อง เงินนั้นไม่ตกเป็นของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 โจทก์จึงมีสิทธิขอรับเงินจำนวน 15,887.50 บาท ดังกล่าวคืนไปได้ ___________________________ คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ ๒ โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์เฉพาะสำนวนคดีแรก ส่วนสำนวนคดีหลังมีทุนทรัพย์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ที่ ๑ ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและวางเงิน ๑๑,๙๓๗.๕๐ บาท เป็นประกันสำหรับหนี้ที่ต้องชำระตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีมีทุนทรัพย์ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ ส่วนคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อนุญาตโดยให้วางประกัน โจทก์ที่ ๑ ขอใช้เงินที่วางไว้แล้ว ๑๑,๙๓๗.๕๐ บาท และที่วางเพิ่มอีก ๓,๙๕๐ บาท รวม ๑๕,๘๘๗.๕๐ บาท เป็นประกันในการทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๓๖ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๔ โจทก์ที่ ๑ วางเงินจำนวน ๒๒,๓๖๖.๘๘ บาท ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามคำพิพากษาเสร็จสิ้นไปแล้ว โจทก์ที่ ๑ ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๔ ขอรับเงินที่วางเป็นประกันในการขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างอุทธรณ์จำนวน ๑๕,๘๘๗.๕๐ บาท คืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "โจทก์ที่ ๑ ขอรับเงินคืนเมื่อพ้นกำหนด ๕ ปี นับแต่คดีถึงที่สุด เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ยกคำแถลง" โจทก์ที่ ๑ อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เงินที่โจทก์ที่ ๑ วางเป็นหลักประกันจำนวน ๑๕,๘๘๗.๕๐ บาท เพื่อขอทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์โดยทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๓๔ ว่า หากโจทก์ทั้งสามแพ้คดีและไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษา ยินยอมให้บังคับเอากับเงินที่นำมาเป็นหลักประกันได้ แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้โจทก์ที่ ๑ แพ้คดี และคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่โจทก์ที่ ๑ ยังไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาก็ยังไม่มีสิทธิขอรับเงินที่วางไว้ดังกล่าวคืน โจทก์ที่ ๑ จะมีสิทธิร้องขอคืนได้ต่อเมื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ ๑ นำเงินจำนวนใหม่มาวางชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๔ โจทก์ที่ ๑ จึงมีสิทธิเรียกร้องขอรับเงินที่วางเป็นหลักประกันคืนตั้งแต่วันดังกล่าวหาใช่นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ โจทก์ที่ ๑ ขอรับเงินคืนเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๔ ยังไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้อง เงินนั้นไม่ตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๓ โจทก์จึงมีสิทธิขอรับเงินจำนวนดังกล่าวคืนไปได้ พิพากษากลับ ให้คืนเงิน ๑๕,๘๘๗.๕๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑. (สายันต์ สุรสมภพ-สุรพล เจียมจูไร-สมศักดิ์ เนตรมัย) ศาลแพ่ง - นายวิชิต วิจิตรสกุลศักดิ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112846
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายวิชิต วิจิตรสกุลศักดิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041519"
    }
}
date
2547
deka_no
1098/2547
deka_running_no
1098
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สายันต์ สุรสมภพ",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 323"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอำนวย สุนทร กับพวก"
    }
]
long_text
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ ๒ โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์เฉพาะสำนวนคดีแรก ส่วนสำนวนคดีหลังมีทุนทรัพย์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ที่ ๑ ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและวางเงิน ๑๑,๙๓๗.๕๐ บาท เป็นประกันสำหรับหนี้ที่ต้องชำระตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีมีทุนทรัพย์ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ ส่วนคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อนุญาตโดยให้วางประกัน โจทก์ที่ ๑ ขอใช้เงินที่วางไว้แล้ว ๑๑,๙๓๗.๕๐ บาท และที่วางเพิ่มอีก ๓,๙๕๐ บาท รวม ๑๕,๘๘๗.๕๐ บาท เป็นประกันในการทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๓๖ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๔ โจทก์ที่ ๑ วางเงินจำนวน ๒๒,๓๖๖.๘๘ บาท ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามคำพิพากษาเสร็จสิ้นไปแล้ว

โจทก์ที่ ๑ ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๔ ขอรับเงินที่วางเป็นประกันในการขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างอุทธรณ์จำนวน ๑๕,๘๘๗.๕๐ บาท คืน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "โจทก์ที่ ๑ ขอรับเงินคืนเมื่อพ้นกำหนด ๕ ปี นับแต่คดีถึงที่สุด เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ยกคำแถลง"

โจทก์ที่ ๑ อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เงินที่โจทก์ที่ ๑ วางเป็นหลักประกันจำนวน ๑๕,๘๘๗.๕๐ บาท เพื่อขอทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์โดยทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๓๔ ว่า หากโจทก์ทั้งสามแพ้คดีและไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษา ยินยอมให้บังคับเอากับเงินที่นำมาเป็นหลักประกันได้ แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้โจทก์ที่ ๑ แพ้คดี และคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่โจทก์ที่ ๑ ยังไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาก็ยังไม่มีสิทธิขอรับเงินที่วางไว้ดังกล่าวคืน โจทก์ที่ ๑ จะมีสิทธิร้องขอคืนได้ต่อเมื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ ๑ นำเงินจำนวนใหม่มาวางชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๔ โจทก์ที่ ๑ จึงมีสิทธิเรียกร้องขอรับเงินที่วางเป็นหลักประกันคืนตั้งแต่วันดังกล่าวหาใช่นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ โจทก์ที่ ๑ ขอรับเงินคืนเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๔ ยังไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้อง เงินนั้นไม่ตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๓ โจทก์จึงมีสิทธิขอรับเงินจำนวนดังกล่าวคืนไปได้

พิพากษากลับ ให้คืนเงิน ๑๕,๘๘๗.๕๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000909.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1097 -
year
2547