คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1847/2547 ฉบับเต็ม

#112852
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1847/2547 พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายดาวเรือง อันพิมพา จำเลย ป.อ. มาตรา 74 (5), มาตรา 75 ป.วิ.อ. มาตรา 212 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 106 (3) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วางข้อกำหนดให้ส่งจำเลยไปฝึกอบรม มีกำหนด 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (5) นั้น ไม่อาจบังคับได้เนื่องจากจำเลยมีอายุครบ 18 ปี ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจึงไม่เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้รอการกำหนดโทษไว้ 3 ปี และคุมประพฤติจำเลยไว้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ แม้โจทก์และจำเลยจะไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ก็ตาม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๓๓๙ และ ๓๔๐ ตรี กับให้จำเลยใช้หรือคืนเงินจำนวน ๕๐๐ บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม , ๓๔๐ ตรี ประกอบมาตรา ๘๓ ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ ๑๕ ปีเศษ และไม่เคยกระทำผิดมาก่อน เมื่อพิเคราะห์ประกอบรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมาแล้ว เห็นว่าไม่สมควรพิพากษาลงโทษ แต่ให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมามีกำหนด ๑ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๗๕ ประกอบมาตรา ๗๔ (๕) กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๕๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ขณะที่จำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของพวกจำเลย ผู้เสียหายได้ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมา พวกของจำเลยจึงเลี้ยวรถกลับและขับตามรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจนทันแล้วพวกของจำเลยใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจนล้มลง พวกของจำเลยลงไปทำร้ายผู้เสียหายและชิงเอาเงิน ๕๐๐ บาท กับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายตามรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับหลบหนีไป ระยะเวลาที่พวกของจำเลยลงจากรถจักรยานยนต์ไปทำร้ายผู้เสียหายแล้วชิงเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปนั้น มีระยะเวลานานพอที่ผู้เสียหายจะจดจำจำเลยกับพวกได้ และหากจำเลยไม่ได้ร่วมกับพวกของจำเลยกระทำความผิดแล้วจำเลยก็น่าจะขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปแต่ต้นเพื่อแสดงว่าจำเลยมิได้มีส่วนรู้เห็นกับการที่พวกของจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหาย แต่จำเลยยังคงนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ในลักษณะมองไปทางด้านซ้ายด้านขวา อันเป็นลักษณะการดูต้นทางและระมัดระวังมิให้ผู้อื่นมาขัดขวางการกระทำของจำเลยกับพวก จึงเป็นการที่จำเลยกับพวกแบ่งหน้าที่กันทำ พฤติการณ์แห่งคดีข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วางข้อกำหนดให้ส่งจำเลยไปฝึกและอบรมมีกำหนด ๑ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๗๕ ประกอบมาตรา ๗๔ (๕) นั้น เห็นว่า ข้อกำหนดข้างต้นไม่อาจบังคับได้เนื่องจากจำเลยมีอายุครบ ๑๘ ปี ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงไม่เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีเห็นสมควรให้รอการกำหนดโทษไว้ และคุมประพฤติจำเลยไว้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ส่งจำเลยไปฝึกและอบรม แต่ให้รอการกำหนดโทษไว้ ๓ ปี และให้คุมประพฤติจำเลยไว้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุกสามเดือนต่อครั้งตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๖ (๓) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓. (ชวลิต ยอดเณร-อมร วีรวงศ์-ประเสริฐ เขียนนิลศิริ) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนคร - นายทิวากร พนาวัลย์สมบัติ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายชาติชาย อัครวิบูลย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112852
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนคร",
        "judge": "นายทิวากร พนาวัลย์สมบัติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายชาติชาย อัครวิบูลย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082040875"
    }
}
date
2547
deka_no
1847/2547
deka_running_no
1847
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ยอดเณร",
    "อมร วีรวงศ์",
    "ประเสริฐ เขียนนิลศิริ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 74 (5)",
            "ม. 75"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 212"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 106 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายดาวเรือง อันพิมพา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๓๓๙ และ ๓๔๐ ตรี กับให้จำเลยใช้หรือคืนเงินจำนวน ๕๐๐ บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม , ๓๔๐ ตรี ประกอบมาตรา ๘๓ ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ ๑๕ ปีเศษ และไม่เคยกระทำผิดมาก่อน เมื่อพิเคราะห์ประกอบรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมาแล้ว เห็นว่าไม่สมควรพิพากษาลงโทษ แต่ให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมามีกำหนด ๑ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๗๕ ประกอบมาตรา ๗๔ (๕) กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๕๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ขณะที่จำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของพวกจำเลย ผู้เสียหายได้ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมา พวกของจำเลยจึงเลี้ยวรถกลับและขับตามรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจนทันแล้วพวกของจำเลยใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจนล้มลง พวกของจำเลยลงไปทำร้ายผู้เสียหายและชิงเอาเงิน ๕๐๐ บาท กับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายตามรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับหลบหนีไป ระยะเวลาที่พวกของจำเลยลงจากรถจักรยานยนต์ไปทำร้ายผู้เสียหายแล้วชิงเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปนั้น มีระยะเวลานานพอที่ผู้เสียหายจะจดจำจำเลยกับพวกได้ และหากจำเลยไม่ได้ร่วมกับพวกของจำเลยกระทำความผิดแล้วจำเลยก็น่าจะขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปแต่ต้นเพื่อแสดงว่าจำเลยมิได้มีส่วนรู้เห็นกับการที่พวกของจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหาย แต่จำเลยยังคงนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ในลักษณะมองไปทางด้านซ้ายด้านขวา อันเป็นลักษณะการดูต้นทางและระมัดระวังมิให้ผู้อื่นมาขัดขวางการกระทำของจำเลยกับพวก จึงเป็นการที่จำเลยกับพวกแบ่งหน้าที่กันทำ พฤติการณ์แห่งคดีข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วางข้อกำหนดให้ส่งจำเลยไปฝึกและอบรมมีกำหนด ๑ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๗๕ ประกอบมาตรา ๗๔ (๕) นั้น เห็นว่า ข้อกำหนดข้างต้นไม่อาจบังคับได้เนื่องจากจำเลยมีอายุครบ ๑๘ ปี ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงไม่เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีเห็นสมควรให้รอการกำหนดโทษไว้ และคุมประพฤติจำเลยไว้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ส่งจำเลยไปฝึกและอบรม แต่ให้รอการกำหนดโทษไว้ ๓ ปี และให้คุมประพฤติจำเลยไว้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุกสามเดือนต่อครั้งตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๖ (๓) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000903.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547