คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2149/2547 ฉบับเต็ม

#112862
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2149/2547 นายวาฮับ มินซิน โจทก์ นางมาเรียม มินซิน จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1336, มาตรา 1501, มาตรา 1533 พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 มาตรา โจทก์จำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาในระหว่างสมรส ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลย แม้ต่อมาโจทก์จำเลยจะแยกกันอยู่หรือหย่ากันในทางศาสนาอิสลาม ก็จะถือว่าโจทก์จำเลยขาดจากการเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วมิได้ เพราะมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล จึงนำพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 มาปรับใช้มิได้ ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในเรื่องทรัพย์สินต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 เมื่อโจทก์จำเลยยังมีสถานะเป็นสามีภริยาต่อกันตามกฎหมาย จำเลยจึงฟ้องขอแบ่งสินสมรสมิได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสามีจำเลย ต่อมาจำเลยคบชู้ได้เสียกับชายอื่น โจทก์และจำเลยจึงตกลงเลิกเป็นสามีภริยากันตามหลักศาสนาอิสลามเมื่อต้นเดือนเมษายน ๒๕๓๙ ขณะเป็นสามีภริยากันโจทก์ได้รับการยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๒๕๙ เนื้อที่ ๑ งาน ๘๔ ตารางวา จากนายยะ มินซิน บิดาโจทก์ จึงเป็นสินส่วนตัว แต่จำเลยเก็บรักษาโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้ โจทก์ทวงถามกลับไม่ยอมคืนให้ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๒๕๙ แก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับตามฟ้องแย้งให้โจทก์แบ่งที่ดินแก่จำเลยครึ่งหนึ่ง หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ และขอให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า บิดาโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์โดยเสน่หา ค่าธรรมเนียมการโอนและภาษีสำหรับการซื้อขายและการให้มีจำนวนใกล้เคียงกัน ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๒๕๙ ตำบลบึงน้ำรักษ์ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา แก่โจทก์ (ที่ถูกให้ยกฟ้องแย้งด้วย) ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์แบ่งที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๒๕๙ ตำบลบึงน้ำรักษ์ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา แก่จำเลยครึ่งหนึ่ง หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของโจทก์หรือเป็นสินสมรสของโจทก์จำเลย พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย? พยานหลักฐานจำเลยสมเหตุสมผลมีน้ำหนักรับฟังได้ตามภาระการพิสูจน์ว่าโจทก์จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากนายยะ ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลย แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่า โจทก์จำเลยได้จดทะเบียนสมรสต่อกัน แม้จะแยกกันอยู่หรือหย่ากันในทางศาสนาอิสลามตามที่โจทก์เบิกความไว้ ก็จะถือว่าโจทก์จำเลยขาดจากการเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วมิได้ เพราะการสิ้นสุดแห่งการสมรสมีเพียงความตาย การหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนดังบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐๑ เท่านั้น แม้โจทก์จำเลยจะเป็นอิสลามสาสนิก แต่มูลคดีมิได้เกิดขึ้นในจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล จึงจะนำพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. ๒๔๘๙ มาปรับใช้ให้รับฟังว่าโจทก์จำเลยได้หย่าขาดจากกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วยังมิได้ ฉะนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในเรื่องทรัพย์สินต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๓๓ เมื่อโจทก์จำเลยยังมีสถานะเป็นสามีภริยาต่อกันตามกฎหมาย จำเลยจึงขอแบ่งสินสมรสมิได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ที่ดินพิพาทมีราคา ๓๐,๐๐๐ บาท จำเลยต่อสู้ว่าเป็นสินสมรสซึ่งจำเลยมีส่วนกึ่งหนึ่ง ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาสำหรับฟ้องโจทก์กับฟ้องแย้งจึงเท่ากับ ๑๕,๐๐๐ บาท และ ๑๕,๐๐๐ บาท ตามลำดับ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ ๖๐,๐๐๐ บาท จึงไม่ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑. (สมชาย จุลนิติ์-มานะ ศุภวิริยกุล-ชาลี ทัพภวิมล) ศาลจังหวัดนครนายก - นายธีระนันท์ อ่วมเจิม ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112862
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครนายก",
        "judge": "นายธีระนันท์ อ่วมเจิม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082040654"
    }
}
date
2547
deka_no
2149/2547
deka_running_no
2149
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "มานะ ศุภวิริยกุล",
    "ชาลี ทัพภวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1336",
            "ม. 1501",
            "ม. 1533"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวาฮับ มินซิน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางมาเรียม มินซิน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสามีจำเลย ต่อมาจำเลยคบชู้ได้เสียกับชายอื่น โจทก์และจำเลยจึงตกลงเลิกเป็นสามีภริยากันตามหลักศาสนาอิสลามเมื่อต้นเดือนเมษายน ๒๕๓๙ ขณะเป็นสามีภริยากันโจทก์ได้รับการยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๒๕๙ เนื้อที่ ๑ งาน ๘๔ ตารางวา จากนายยะ มินซิน บิดาโจทก์ จึงเป็นสินส่วนตัว แต่จำเลยเก็บรักษาโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้ โจทก์ทวงถามกลับไม่ยอมคืนให้ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๒๕๙ แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับตามฟ้องแย้งให้โจทก์แบ่งที่ดินแก่จำเลยครึ่งหนึ่ง หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ และขอให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า บิดาโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์โดยเสน่หา ค่าธรรมเนียมการโอนและภาษีสำหรับการซื้อขายและการให้มีจำนวนใกล้เคียงกัน ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๒๕๙ ตำบลบึงน้ำรักษ์ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา แก่โจทก์ (ที่ถูกให้ยกฟ้องแย้งด้วย) ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์แบ่งที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๒๕๙ ตำบลบึงน้ำรักษ์ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา แก่จำเลยครึ่งหนึ่ง หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของโจทก์หรือเป็นสินสมรสของโจทก์จำเลย พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย? พยานหลักฐานจำเลยสมเหตุสมผลมีน้ำหนักรับฟังได้ตามภาระการพิสูจน์ว่าโจทก์จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากนายยะ ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลย แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่า โจทก์จำเลยได้จดทะเบียนสมรสต่อกัน แม้จะแยกกันอยู่หรือหย่ากันในทางศาสนาอิสลามตามที่โจทก์เบิกความไว้ ก็จะถือว่าโจทก์จำเลยขาดจากการเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วมิได้ เพราะการสิ้นสุดแห่งการสมรสมีเพียงความตาย การหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนดังบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐๑ เท่านั้น แม้โจทก์จำเลยจะเป็นอิสลามสาสนิก แต่มูลคดีมิได้เกิดขึ้นในจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล จึงจะนำพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. ๒๔๘๙ มาปรับใช้ให้รับฟังว่าโจทก์จำเลยได้หย่าขาดจากกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วยังมิได้ ฉะนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในเรื่องทรัพย์สินต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๓๓ เมื่อโจทก์จำเลยยังมีสถานะเป็นสามีภริยาต่อกันตามกฎหมาย จำเลยจึงขอแบ่งสินสมรสมิได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ดินพิพาทมีราคา ๓๐,๐๐๐ บาท จำเลยต่อสู้ว่าเป็นสินสมรสซึ่งจำเลยมีส่วนกึ่งหนึ่ง ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาสำหรับฟ้องโจทก์กับฟ้องแย้งจึงเท่ากับ ๑๕,๐๐๐ บาท และ ๑๕,๐๐๐ บาท ตามลำดับ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ ๖๐,๐๐๐ บาท จึงไม่ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000901.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547