คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3764/2547 ฉบับเต็ม

#112868
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3764/2547 พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ นางสาวทิพวรรณ ชาติสุวรรณ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 27 ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 182 วรรคสาม, มาตรา 215 ศาลชั้นต้นไม่แจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก่จำเลยที่ 2 เพราะส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 2 ไม่ได้เนื่องจากรื้อบ้านไปแล้ว โดยเห็นว่ามีพฤติการณ์หลบหนี ให้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เมื่อปรากฏว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 2 และปรับโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ จำเลยที่ 2 ชำระค่าปรับจึงเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นครบถ้วนไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 2 จะหลบหนีเพื่อไม่ให้ถูกลงโทษตามกฎหมาย ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2 ย้ายบ้านไม่น่าจะเป็นเหตุให้สงสัยว่าจำเลยที่ 2 หลบหนี ทั้งจำเลยที่ 2 และครอบครัวจำเป็นต้องออกจากบ้านพักเลขที่ดังกล่าวตามคำสั่งของทางราชการ แต่ยังคงอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นโดยเปิดเผยไม่ได้ปกปิดซ่อนเร้นที่จะแสดงให้เห็นว่ามีเจตนาจะหลบหนี ที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 2 และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลับหลังจำเลยที่ 2 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนเสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง คงจำคุกคนละ 3 ปี ปรับคนละ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และให้ส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง ถ้าไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ต่อมาเจ้าหน้าที่รายงานผลการส่งหมายนัดว่า ไม่พบบ้านจำเลยที่ 2 ตามหมายนัด สอบถามคนบ้านใกล้เคียงแล้วแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วและบ้านหลังดังกล่าวได้รื้อถอนไปแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้เพราะหาตัวไม่พบ งดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสอง ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยแจ้งกำหนดนัดให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ทราบ ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไม่ได้เนื่องจากรื้อบ้านไปแล้ว จำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์หลบหนี ให้ออกหมายจับเมื่อไม่ได้ตัวจำเลยที่ 2 มาภายใน 1 เดือนนับแต่วันออกหมายจับ จึงได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลับหลังจำเลยที่ 2 โดยถือว่าจำเลยที่ 2 ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามกฎหมายแล้ว และมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 เพื่อให้ได้ตัวมาปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไปต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวจำเลยที่ 2 ได้ตามหมายจับศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนี้ใหม่ด้วย ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี และปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 2 ชำระค่าปรับจึงเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นครบถ้วนไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 2 จะหลบหนีเพื่อไม่ให้ถูกลงโทษตามกฎหมาย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ย้ายบ้านไม่น่าจะเป็นเหตุให้สงสัยว่า จำเลยที่ 2 หลบหนี ทั้งข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักของทางราชการทหารเรือฐานทัพเรือสัตหีบเนื่องจากจ่าเอกสุรเดช สามีจำเลย รับราชการเป็นทหารเรือ หลังจากเกิดเหตุทางราชการมีคำสั่งให้จ่าเอกสุรเดชหมดสิทธิการเข้าพักอาศัยในบ้านพักของทางราชการดังกล่าว จ่าเอกสุรเดช โดยจำเลยที่ 2 ส่งบ้านพักคืนแก่ทางราชการทหารเรือเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2542 ไปปลูกกระต๊อบเป็นที่อยู่อาศัยในที่ดินของทางราชการห่างจากบ้านเดิมประมาณ 500 เมตร เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 และครอบครัวจำเป็นต้องออกจากบ้านพักดังกล่าวตามคำสั่งของทางราชการ แต่ยังคงอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นโดยเปิดเผยไม่ได้ปกปิดซ่อนเร้นที่จะแสดงให้เห็นว่ามีเจตนาจะหลบหนีแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมิได้ออกหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยที่ 2 ทราบก่อน แต่ได้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 ทันที และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลับหลังจำเลยที่ 2 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 ศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลับหลังจำเลยที่ 2 ให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยที่ 2 ฟังใหม่ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป (วรนาถ ภูมิถาวร-ปัญญา ถนอมรอด-ชุติมา จงสงวน) ศาลจังหวัดชลบุรี - นายอวิรุทธ์ ชาญชัยกิตติกร ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112868
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชลบุรี",
        "judge": "นายอวิรุทธ์ ชาญชัยกิตติกร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082039676"
    }
}
date
2547
deka_no
3764/2547
deka_running_no
3764
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "วรนาถ ภูมิถาวร",
    "ปัญญา ถนอมรอด",
    "ชุติมา จงสงวน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 27"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 182 วรรคสาม",
            "ม. 215"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวทิพวรรณ ชาติสุวรรณ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง คงจำคุกคนละ 3 ปี ปรับคนละ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และให้ส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง ถ้าไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ต่อมาเจ้าหน้าที่รายงานผลการส่งหมายนัดว่า ไม่พบบ้านจำเลยที่ 2 ตามหมายนัด สอบถามคนบ้านใกล้เคียงแล้วแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วและบ้านหลังดังกล่าวได้รื้อถอนไปแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้เพราะหาตัวไม่พบ งดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสอง ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยแจ้งกำหนดนัดให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ทราบ ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไม่ได้เนื่องจากรื้อบ้านไปแล้ว จำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์หลบหนี ให้ออกหมายจับเมื่อไม่ได้ตัวจำเลยที่ 2 มาภายใน 1 เดือนนับแต่วันออกหมายจับ จึงได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลับหลังจำเลยที่ 2 โดยถือว่าจำเลยที่ 2 ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามกฎหมายแล้ว และมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 เพื่อให้ได้ตัวมาปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไปต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวจำเลยที่ 2 ได้ตามหมายจับศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนี้ใหม่ด้วย ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี และปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 2 ชำระค่าปรับจึงเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นครบถ้วนไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 2 จะหลบหนีเพื่อไม่ให้ถูกลงโทษตามกฎหมาย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ย้ายบ้านไม่น่าจะเป็นเหตุให้สงสัยว่า จำเลยที่ 2 หลบหนี ทั้งข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักของทางราชการทหารเรือฐานทัพเรือสัตหีบเนื่องจากจ่าเอกสุรเดช สามีจำเลย รับราชการเป็นทหารเรือ หลังจากเกิดเหตุทางราชการมีคำสั่งให้จ่าเอกสุรเดชหมดสิทธิการเข้าพักอาศัยในบ้านพักของทางราชการดังกล่าว จ่าเอกสุรเดช โดยจำเลยที่ 2 ส่งบ้านพักคืนแก่ทางราชการทหารเรือเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2542 ไปปลูกกระต๊อบเป็นที่อยู่อาศัยในที่ดินของทางราชการห่างจากบ้านเดิมประมาณ 500 เมตร เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 และครอบครัวจำเป็นต้องออกจากบ้านพักดังกล่าวตามคำสั่งของทางราชการ แต่ยังคงอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นโดยเปิดเผยไม่ได้ปกปิดซ่อนเร้นที่จะแสดงให้เห็นว่ามีเจตนาจะหลบหนีแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมิได้ออกหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยที่ 2 ทราบก่อน แต่ได้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 ทันที และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลับหลังจำเลยที่ 2 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 ศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลับหลังจำเลยที่ 2 ให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยที่ 2 ฟังใหม่ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000892.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547