คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3071/2547 ฉบับเต็ม

#112882
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3071/2547 นางพยุง นวลศิริวัฒน์ กับพวก โจทก์ นายมนูญ ศรีคำไทย กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง, มาตรา 420 พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา จำเลยที่ 1 เป็นอาจารย์สอนวิชาสุขศึกษาทราบอยู่แล้วว่าผู้ตายป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาและมีอาการเหนื่อยง่าย การที่จำเลยที่ 1 สั่งทำโทษผู้ตายซึ่งเป็นนักเรียนโดยให้ผู้ตายทำสก็อตจัมพ์(กระโดดขึ้นลง) จำนวน 100 ครั้ง จึงเป็นการสั่งทำโทษที่เกินกว่าเหตุ ทั้งขณะที่ผู้ตายทำสก็อตจัมพ์จำเลยที่ 1 ก็ไม่สนใจดูแลผู้ตายอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่า ผู้ตายจะรับการลงโทษดังกล่าวได้หรือไม่ และเมื่อผู้ตายทำสก็อตจัมพ์เสร็จแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ออกจากห้องเรียนไปโดยไม่สนใจดูแลว่าผู้ตายจะเป็นอย่างไร ผู้ตายมีอาการหายใจไม่ออกและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ดังนี้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ตาย จำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณแผ่นดินอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรมในรัฐบาล ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เข้าสอนในชั้นเรียนของผู้ตายและสั่งลงโทษผู้ตายจึงเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ อย่างหนึ่งและมีฐานะเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ตาย จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อ ความเสียหายนั้นให้แก่โจทก์ทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2539 แต่ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 ดังนั้น ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรมในรัฐบาลจึงจัดอยู่ภายใต้บังคับ ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง มิใช่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 800,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ในชั้นรับคำฟ้องศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 320,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง 3,000 บาท จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายหรือไม่ ผู้ตายป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนา โจทก์ทั้งสองได้ให้พี่ชายผู้ตายนำ ใบรับรองแพทย์ไปแจ้งให้ทางโรงเรียนทราบแล้วและยังบอกด้วยว่าผู้ตายออกกำลังกายไม่ได้จึงเชื่อได้ว่าโจทก์ทั้งสองแจ้งการป่วยของผู้ตายให้จำเลยที่ 1 และโรงเรียนบางปลาม้าสูงสุมารผดุงวิทย์ได้ทราบแล้ว การที่จำเลยที่ 1 สั่งทำโทษผู้ตายให้ทำสก็อตจัมพ์ถึง 100 ครั้ง ทั้งที่จำเลยที่ 1 ทราบว่าผู้ตายป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาและมีอาการ เหนื่อยง่ายจึงเป็นการสั่งทำโทษที่เกินกว่าเหตุ ทั้งขณะผู้ตายกับพวกทำสก็อตจัมพ์ จำเลยที่ 1 ก็ไม่สนใจดูแลผู้ตาย อย่างใกล้ชิดเพื่อดูอาการว่าผู้ตายจะรับการลงโทษดังกล่าวได้หรือไม่ เมื่อผู้ตายทำสก็อตจัมพ์แล้วจำเลยที่ 1 ก็ออกจากห้องเรียนไปโดยไม่ได้สนใจดูแลว่าผู้ตายจะเป็นอย่างไร ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ ผู้ตายถึงแก่ความตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นอาจารย์สอนวิชาสุขศึกษาได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณของแผ่นดินอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรมในรัฐบาล ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เข้าสอนในชั้นเรียนของผู้ตาย และสั่งลงโทษผู้ตาย จึงเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่อย่างหนึ่งและมีฐานะเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 3 และเมื่อจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นให้แก่โจทก์ทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 เป็นหน่วยงานของรัฐ ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง นั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เพิ่งใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2539 ก่อนที่กฎหมายดังกล่าวใช้บังคับ ความรับผิดของจำเลยที่ 3 จึงอยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสอง 2,000 บาท . (ขวัญชัย ปิ่นรอด-พิชิต คำแฝง-ชวลิต ตุลยสิงห์) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายเลิศพงศ์ อินทรหอม ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายปกรณ์ บุญญกูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112882
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี",
        "judge": "นายเลิศพงศ์ อินทรหอม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายปกรณ์ บุญญกูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082040124"
    }
}
date
2547
deka_no
3071/2547
deka_running_no
3071
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ขวัญชัย ปิ่นรอด",
    "พิชิต คำแฝง",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 76 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 420"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางพยุง นวลศิริวัฒน์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายมนูญ ศรีคำไทย กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 800,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

ในชั้นรับคำฟ้องศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 320,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง 3,000 บาท

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายหรือไม่ ผู้ตายป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนา โจทก์ทั้งสองได้ให้พี่ชายผู้ตายนำ ใบรับรองแพทย์ไปแจ้งให้ทางโรงเรียนทราบแล้วและยังบอกด้วยว่าผู้ตายออกกำลังกายไม่ได้จึงเชื่อได้ว่าโจทก์ทั้งสองแจ้งการป่วยของผู้ตายให้จำเลยที่ 1 และโรงเรียนบางปลาม้าสูงสุมารผดุงวิทย์ได้ทราบแล้ว การที่จำเลยที่ 1 สั่งทำโทษผู้ตายให้ทำสก็อตจัมพ์ถึง 100 ครั้ง ทั้งที่จำเลยที่ 1 ทราบว่าผู้ตายป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาและมีอาการ เหนื่อยง่ายจึงเป็นการสั่งทำโทษที่เกินกว่าเหตุ ทั้งขณะผู้ตายกับพวกทำสก็อตจัมพ์ จำเลยที่ 1 ก็ไม่สนใจดูแลผู้ตาย อย่างใกล้ชิดเพื่อดูอาการว่าผู้ตายจะรับการลงโทษดังกล่าวได้หรือไม่ เมื่อผู้ตายทำสก็อตจัมพ์แล้วจำเลยที่ 1 ก็ออกจากห้องเรียนไปโดยไม่ได้สนใจดูแลว่าผู้ตายจะเป็นอย่างไร ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ ผู้ตายถึงแก่ความตาย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นอาจารย์สอนวิชาสุขศึกษาได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณของแผ่นดินอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรมในรัฐบาล ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เข้าสอนในชั้นเรียนของผู้ตาย และสั่งลงโทษผู้ตาย จึงเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่อย่างหนึ่งและมีฐานะเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 3 และเมื่อจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นให้แก่โจทก์ทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 เป็นหน่วยงานของรัฐ ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง นั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เพิ่งใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2539 ก่อนที่กฎหมายดังกล่าวใช้บังคับ ความรับผิดของจำเลยที่ 3 จึงอยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสอง 2,000 บาท .
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000896.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547