คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3722/2547 ฉบับเต็ม

#112906
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3722/2547 พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม โจทก์ นายสุนทร ไชยเดช กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 29, มาตรา 30 ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ มีระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งรวมค่าอากร เข้าด้วยแล้ว กฎหมายมิได้กำหนดให้นำภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีตามกฎหมายอื่นมารวมคำนวณด้วย คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่าเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และโซ่ยนต์ของกลางที่จำเลยทั้งสามร่วมกันรับไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้อื่นนำพาหนีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรมีราคา 7,000 บาท ค่าภาษีอากรขาเข้ากับภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเป็นเงิน 2,737 บาท เมื่อหักภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ของราคาของดังกล่าวจำนวน 490 บาท ออกแล้ว คงเป็นราคาของและอากรขาเข้า รวมเป็นเงิน 9,247 บาท โทษปรับสี่เท่าเป็นจำนวน 36,988 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับจำเลยทั้งสาม ในความผิดดังกล่าวก่อนลดโทษรวมเป็นเงิน 38,948 บาท โดยนำภาษีมูลค่าเพิ่มมารวมคำนวณค่าปรับด้วยนั้นเกินกว่าโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยทั้งสามถูกปรับรวมกันตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ เป็นเงิน 18,494 บาท หากจำเลย ไม่ชำระค่าปรับและจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ ต้องกักขังจำเลยตามส่วนคนละเท่า ๆ กัน จึงกักขังจำเลยได้คนละ 30 วัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓, ๕๘, ๘๐, ๘๓, ๙๑, ๓๓๕ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๒๗ ทวิ พ.ร.บ. ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙ ริบของกลางที่เหลือ จ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย และนำโทษจำคุกของจำเลยที่ ๑ ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๓๒๘/๒๕๔๔ ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ ๑ คดีนี้ จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ ๑ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ? อนึ่งสำหรับความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ นั้น มีระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเท่านั้น มิได้กำหนดให้นำภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษี ตามกฎหมายอื่นมารวมคำนวณด้วย คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันรับเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และ โซ่ยนต์ของกลางโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้อื่นลักลอบนำพาหนีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร โดยเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และโซ่ยนต์ดังกล่าวราคา ๗,๐๐๐ บาท ค่าภาษีอากรขาเข้ากับภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเป็นเงิน ๒,๗๓๗ บาท ดังนั้น เมื่อหักภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ของราคาเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และโซ่ยนต์ จำนวน ๔๙๐ บาท ออกแล้ว คงเป็นราคาของและค่าอากรขาเข้ารวมเป็นเงิน ๙,๒๔๗ บาท คำนวณโทษปรับสี่เท่าเป็นเงิน ๓๖,๙๘๘ บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับจำเลยทั้งสามในความผิดดังกล่าวก่อนลดโทษรวมเป็นเงิน ๓๘,๙๔๘ บาท โดยนำภาษีมูลค่าเพิ่มมารวมคำนวณค่าปรับด้วยนั้นจึงเกินกว่าโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ นอกจากนี้เมื่อจำเลยทั้งสามต้องถูกปรับรวมกันตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ ดังนั้น หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับและจะต้องถูกกักขัง แทนค่าปรับ ต้องกักขังจำเลยทั้งสามตามส่วนคนละเท่า ๆ กัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ นั้นไม่ชัดเจน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดให้ชัดแจ้ง พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรปรับจำเลยทั้งสามรวม ๓๖,๙๘๘ บาท ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยทั้งสามรวม ๑๘,๔๙๔ บาท หากจะกักขังจำเลยแทนค่าปรับเฉพาะในความผิดฐานนี้ให้กักขังจำเลยไว้คนละ ๓๐ วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ . (ประชา ประสงค์จรรยา-องอาจ โรจนสุพจน์-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) ศาลจังหวัดมหาสารคาม - นายปราโมทย์ ฉิมพินิจ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสิงห์พล ละอองมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112906
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมหาสารคาม",
        "judge": "นายปราโมทย์ ฉิมพินิจ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสิงห์พล ละอองมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082039683"
    }
}
date
2547
deka_no
3722/2547
deka_running_no
3722
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ประชา ประสงค์จรรยา",
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 29",
            "ม. 30"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469",
        "sections": [
            "ม. 27 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุนทร ไชยเดช กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓, ๕๘, ๘๐, ๘๓, ๙๑, ๓๓๕ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๒๗ ทวิ พ.ร.บ. ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙ ริบของกลางที่เหลือ จ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย และนำโทษจำคุกของจำเลยที่ ๑ ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๓๒๘/๒๕๔๔ ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ ๑ คดีนี้

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ ๑ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ? อนึ่งสำหรับความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ นั้น มีระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเท่านั้น มิได้กำหนดให้นำภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษี ตามกฎหมายอื่นมารวมคำนวณด้วย คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันรับเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และ โซ่ยนต์ของกลางโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้อื่นลักลอบนำพาหนีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร โดยเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และโซ่ยนต์ดังกล่าวราคา ๗,๐๐๐ บาท ค่าภาษีอากรขาเข้ากับภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเป็นเงิน ๒,๗๓๗ บาท ดังนั้น เมื่อหักภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ของราคาเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และโซ่ยนต์ จำนวน ๔๙๐ บาท ออกแล้ว คงเป็นราคาของและค่าอากรขาเข้ารวมเป็นเงิน ๙,๒๔๗ บาท คำนวณโทษปรับสี่เท่าเป็นเงิน ๓๖,๙๘๘ บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับจำเลยทั้งสามในความผิดดังกล่าวก่อนลดโทษรวมเป็นเงิน ๓๘,๙๔๘ บาท โดยนำภาษีมูลค่าเพิ่มมารวมคำนวณค่าปรับด้วยนั้นจึงเกินกว่าโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ นอกจากนี้เมื่อจำเลยทั้งสามต้องถูกปรับรวมกันตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ ดังนั้น หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับและจะต้องถูกกักขัง แทนค่าปรับ ต้องกักขังจำเลยทั้งสามตามส่วนคนละเท่า ๆ กัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ นั้นไม่ชัดเจน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดให้ชัดแจ้ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรปรับจำเลยทั้งสามรวม ๓๖,๙๘๘ บาท ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยทั้งสามรวม ๑๘,๔๙๔ บาท หากจะกักขังจำเลยแทนค่าปรับเฉพาะในความผิดฐานนี้ให้กักขังจำเลยไว้คนละ ๓๐ วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ .
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000892.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547