คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1911/2547 ฉบับเต็ม

#112914
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1911/2547 พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่ โจทก์ นายสุพลหรือเที่ยง เพ็ชรพันธ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 69, มาตรา 288 จำเลยยิงผู้ตายเพราะผู้ตายจะใช้มีดแทง จำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตัว แต่แม้จำเลยจะไม่มีหน้าที่ต้องหนีการที่จำเลยมีอาวุธปืนที่ร้ายแรงกว่า จำเลยอาจเลือกยิงร่างกายส่วนที่สำคัญน้อยหรือเป็นอันตรายน้อยเพียงเพื่อยับยั้งผู้ตาย แต่จำเลยกลับใช้อาวุธปืนเล็งยิงไปที่ใบหน้า จึงเป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีที่จำต้องกระทำเพื่อป้องกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ , ๗๒ ทวิ ป.อ. มาตรา ๓๒ , ๙๑ , ๒๘๘ ,๓๗๑ ริบของกลาง จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน และรับสารภาพในความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ให้ปรับจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธปืน ๔,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง แล้วคงปรับ ๒,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับจัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙ , ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ความผิดฐานพาอาวุธปืนเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุผู้ตายนำต้นไม้ไปปลูกตามแนวเขตที่ดินด้านที่ติดต่อที่ดินจำเลย เวลาประมาณ ๑๗.๓๐ นาฬิกา ขณะที่ผู้ตายยืนอยู่กับนายอำนวย จำเลยออกจากบ้านไปที่ที่ดินของผู้ตาย มีการโต้เถียงกันเรื่องแนวเขตที่ดิน จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ๑ นัด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วจำเลยหลบหนีไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำโดยป้องกันหรือไม่ โจทก์มีนายอำนวยเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยกับผู้ตายโต้เถียงกันเรื่องผู้ตายปลูกมะพร้าว ขณะนั้นทั้งสองยืนห่างกันประมาณ ๓ เมตร พยานยืนกั้นกลางพยายามพูดห้ามปรามแต่ทั้งคู่ไม่ฟัง ผู้ตายชักมีดจากเอวเดินเข้าหาจำเลย จำเลยจึงชักอาวุธปืนเล็งยิงไป ๑ นัด พยานโจทก์ปากนี้เป็นประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น คำเบิกความมีน้ำหนักน่าเชื่อ พนักงานสอบสวนทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา ระบุเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ผู้ตายจะใช้มีดปลายแหลมแทงจำเลย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิง เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์เป็นดังนี้จึงรับฟังได้ว่า จำเลยยิงผู้ตายเพราะผู้ตายใช้มีดแทง การที่ผู้ตายจะใช้มีดแทงจำเลยถือได้ว่าเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตัว แต่เห็นว่าแม้จำเลยจะไม่มีหน้าที่ต้องหนี แต่จำเลยมีอาวุธปืนที่ร้ายแรงกว่า จำเลยอาจเลือกยิงร่างกายส่วนที่สำคัญน้อยหรือเป็นอันตรายน้อยเพียงเพื่อยับยั้งผู้ตายมิให้เข้ามาใช้มีดแทง แต่จำเลยกลับใช้อาวุธปืนเล็งยิงไปที่ใบหน้า จึงเป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีที่จำต้องกระทำเพื่อป้องกันตาม ป.อ. มาตรา ๖๙ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ ให้จำคุก ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘. (สายันต์ สุรสมภพ-สุพัฒน์ บุญยุบล-บรรหาร มูลทวี) ศาลจังหวัดกระบี่ - นายกฤษณ์ ฤตวิรุฬห์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายนุรักษ์ มาประณีต แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112914
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกระบี่",
        "judge": "นายกฤษณ์ ฤตวิรุฬห์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายนุรักษ์ มาประณีต"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082040767"
    }
}
date
2547
deka_no
1911/2547
deka_running_no
1911
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สายันต์ สุรสมภพ",
    "สุพัฒน์ บุญยุบล",
    "บรรหาร มูลทวี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 69",
            "ม. 288"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุพลหรือเที่ยง เพ็ชรพันธ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ , ๗๒ ทวิ ป.อ. มาตรา ๓๒ , ๙๑ , ๒๘๘ ,๓๗๑ ริบของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน และรับสารภาพในความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ให้ปรับจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธปืน ๔,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง แล้วคงปรับ ๒,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับจัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙ , ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ความผิดฐานพาอาวุธปืนเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุผู้ตายนำต้นไม้ไปปลูกตามแนวเขตที่ดินด้านที่ติดต่อที่ดินจำเลย เวลาประมาณ ๑๗.๓๐ นาฬิกา ขณะที่ผู้ตายยืนอยู่กับนายอำนวย จำเลยออกจากบ้านไปที่ที่ดินของผู้ตาย มีการโต้เถียงกันเรื่องแนวเขตที่ดิน จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ๑ นัด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วจำเลยหลบหนีไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำโดยป้องกันหรือไม่ โจทก์มีนายอำนวยเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยกับผู้ตายโต้เถียงกันเรื่องผู้ตายปลูกมะพร้าว ขณะนั้นทั้งสองยืนห่างกันประมาณ ๓ เมตร พยานยืนกั้นกลางพยายามพูดห้ามปรามแต่ทั้งคู่ไม่ฟัง ผู้ตายชักมีดจากเอวเดินเข้าหาจำเลย จำเลยจึงชักอาวุธปืนเล็งยิงไป ๑ นัด พยานโจทก์ปากนี้เป็นประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น คำเบิกความมีน้ำหนักน่าเชื่อ พนักงานสอบสวนทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา ระบุเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ผู้ตายจะใช้มีดปลายแหลมแทงจำเลย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิง เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์เป็นดังนี้จึงรับฟังได้ว่า จำเลยยิงผู้ตายเพราะผู้ตายใช้มีดแทง การที่ผู้ตายจะใช้มีดแทงจำเลยถือได้ว่าเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตัว แต่เห็นว่าแม้จำเลยจะไม่มีหน้าที่ต้องหนี แต่จำเลยมีอาวุธปืนที่ร้ายแรงกว่า จำเลยอาจเลือกยิงร่างกายส่วนที่สำคัญน้อยหรือเป็นอันตรายน้อยเพียงเพื่อยับยั้งผู้ตายมิให้เข้ามาใช้มีดแทง แต่จำเลยกลับใช้อาวุธปืนเล็งยิงไปที่ใบหน้า จึงเป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีที่จำต้องกระทำเพื่อป้องกันตาม ป.อ. มาตรา ๖๙ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ ให้จำคุก ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000902.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547