คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2547 ฉบับเต็ม

#112917
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2547 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายธนกร คีรีพิทักษ์ กับพวก จำเลย บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด กับพวก ผู้ร้อง ป.วิ.พ. มาตรา 1 (5), มาตรา 57 (2) โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมกับชำระค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ และบริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ที่ขายรถให้จำเลยที่ 1 ได้มายึดรถคันดังกล่าวคืนไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นบริษัทไทยล้านนา ยนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ผู้ร้องทั้งสองที่ขายรถให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นยกคำร้องเข้าเป็นจำเลยร่วมแล้วพิจารณาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี การที่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) เช่นนี้คำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองถือว่าเป็นคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (5) เพราะเป็นการตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ เมื่อผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ทั้งที่ผู้ร้องมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นแทนผู้ร้องทั้งสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงิน พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าขาดประโยชน์ตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๘๑,๗๐๖.๐๘ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจริงแต่เป็นนิติกรรมอำพราง สัญญาเช่าซื้อจึงไม่สมบูรณ์และไม่มีผลบังคับ โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์และดอกเบี้ยจากจำเลยที่ ๑ นั้น บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และ บริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ได้ยึดรถคืนไปตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ หากโจทก์เป็นเจ้าของก็ต้องติดตามเอารถยนต์พิพาทคืนจากบริษัทดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณา บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ หากไม่ส่งมอบคืนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน ๓๖,๐๐๐ บาท และชำระค่าเสียหายให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๐) จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือชดใช้ราคาแทน แต่ทั้งนี้กำหนดให้ไม่เกิน ๒ ปี นับแต่วันฟ้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๖,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตามคำร้อง ลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ หรือไม่ เห็นว่า การที่บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๒) เช่นนี้คำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองจึงถือว่าเป็นคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๕) เพราะเป็นการตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตผู้ร้องทั้งสองย่อมสามารถอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นได้ แต่เมื่อผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์ จำเลยที่ ๑ ย่อมไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวแทนผู้ร้องทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า ค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์ และราคารถยนต์ที่ให้จำเลยที่ ๑ ชำระราคาแทนนั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ฎีกาจำเลยที่ ๑ ข้อนี้มิใช่เป็นฎีกาที่โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ เพราะศาลอุทธรณ์ภาค ๕ มิได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ ๑ มิได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ดังนั้น ฎีกาจำเลยที่ ๑ ในประเด็นนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบตั้งแต่ในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (มานะ ศุภวิริยกุล-สายันต์ สุรสมภพ-สมศักดิ์ เนตรมัย) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายตุลยวัต พรหมพันธ์ใจ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายอุดม วัตตธรรม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112917
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นายตุลยวัต พรหมพันธ์ใจ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายอุดม วัตตธรรม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041409"
    }
}
date
2547
deka_no
1254/2547
deka_running_no
1254
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "มานะ ศุภวิริยกุล",
    "สายันต์ สุรสมภพ",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (5)",
            "ม. 57 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายธนกร คีรีพิทักษ์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงิน พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าขาดประโยชน์ตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๘๑,๗๐๖.๐๘ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจริงแต่เป็นนิติกรรมอำพราง สัญญาเช่าซื้อจึงไม่สมบูรณ์และไม่มีผลบังคับ โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์และดอกเบี้ยจากจำเลยที่ ๑ นั้น บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และ บริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ได้ยึดรถคืนไปตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ หากโจทก์เป็นเจ้าของก็ต้องติดตามเอารถยนต์พิพาทคืนจากบริษัทดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ หากไม่ส่งมอบคืนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน ๓๖,๐๐๐ บาท และชำระค่าเสียหายให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๐) จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือชดใช้ราคาแทน แต่ทั้งนี้กำหนดให้ไม่เกิน ๒ ปี นับแต่วันฟ้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๖,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตามคำร้อง ลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ หรือไม่ เห็นว่า การที่บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๒) เช่นนี้คำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองจึงถือว่าเป็นคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๕) เพราะเป็นการตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตผู้ร้องทั้งสองย่อมสามารถอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นได้ แต่เมื่อผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์ จำเลยที่ ๑ ย่อมไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวแทนผู้ร้องทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า ค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์ และราคารถยนต์ที่ให้จำเลยที่ ๑ ชำระราคาแทนนั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ฎีกาจำเลยที่ ๑ ข้อนี้มิใช่เป็นฎีกาที่โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ เพราะศาลอุทธรณ์ภาค ๕ มิได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ ๑ มิได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ดังนั้น ฎีกาจำเลยที่ ๑ ในประเด็นนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบตั้งแต่ในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000908.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547