คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3907/2547 ฉบับเต็ม

#112958
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3907/2547 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทน่านชินวัฒน์ จำกัด กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 15, มาตรา 47, มาตรา 60, มาตรา 91 ในคดีล้มละลายคดีก่อน เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยที่ 2 นับแต่วันดังกล่าว คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นอันถูกยกเลิกไป การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายเป็นคดีนี้ในมูลหนี้ ที่เกิดขึ้นภายหลังศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้แล้ว จนกระทั่งต่อมาศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 15 แต่อย่างใด การที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดในคดีนี้ในระหว่างที่จำเลยที่ 2 ผ่อนชำระหนี้ในการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายในคดีก่อนทำให้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ต่อไปได้ เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่ขอรับชำระหนี้ไว้แล้วในคดีก่อนย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในคดีนี้โดยแจ้งความประสงค์ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีนี้ทราบ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง สำหรับค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือแจ้งว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีล้มละลายของศาลแพ่งธนบุรีหมายเลขแดงที่ ล. 244/2534 ซึ่งศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2535 ต่อมาลูกหนี้ผิดนัดตามเงื่อนไขในคำขอประนอมหนี้ ศาลมีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ออกจากสารบบความตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 15 แก่โจทก์ในคดีนี้ได้ทั้งหมด โจทก์ไม่เคยส่งพนักงานของโจทก์ไปตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด นอกจากนี้หลังจากจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ดังกล่าวแล้วได้ผ่อนชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาท ปัจจุบันจำเลยที่ 1 ยังดำเนินกิจการโดยได้ชำระภาษีปีละประมาณ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่เคยหลบหนีออกจากเคหสถานที่เคยอยู่ จำเลยทั้งสองมิได้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีล้มละลายของศาลแพ่งธนบุรีหมายเลขแดงที่ ล. 244/2534 ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2534 และเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2535 นับแต่วันดังกล่าวคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นอันถูกยกเลิกไป การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2539 ในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้แล้ว จนกระทั่งต่อมาศาลในคดีนี้ได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 15 แต่อย่างใด ศาลฎีกาจึงไม่อาจสั่งจำหน่ายคดีตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ การที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดในคดีนี้นั้นก็มีผลให้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ในการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายในคดีหมายเลขแดงที่ ล. 244/2534 ของศาลแพ่งธนบุรีได้ เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่ขอรับชำระหนี้ไว้แล้วในคดีดังกล่าวย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในคดีนี้โดยแจ้งความประสงค์ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีนี้ทราบ ? พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลที่เรียกเก็บเกินมาในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาจำนวน 300 บาท แก่กองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ . (ชวลิต ยอดเณร-ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน-กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายประทีป ดุลพินิจธรรมา ศาลอุทธรณ์ - นางคำนวน เทียมสอาด แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112958
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายประทีป ดุลพินิจธรรมา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางคำนวน เทียมสอาด"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082039568"
    }
}
date
2547
deka_no
3907/2547
deka_running_no
3907
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ยอดเณร",
    "ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน",
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 47",
            "ม. 60",
            "ม. 91"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทน่านชินวัฒน์ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง สำหรับค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือแจ้งว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีล้มละลายของศาลแพ่งธนบุรีหมายเลขแดงที่ ล. 244/2534 ซึ่งศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2535 ต่อมาลูกหนี้ผิดนัดตามเงื่อนไขในคำขอประนอมหนี้ ศาลมีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ออกจากสารบบความตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 15 แก่โจทก์ในคดีนี้ได้ทั้งหมด โจทก์ไม่เคยส่งพนักงานของโจทก์ไปตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด นอกจากนี้หลังจากจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ดังกล่าวแล้วได้ผ่อนชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาท ปัจจุบันจำเลยที่ 1 ยังดำเนินกิจการโดยได้ชำระภาษีปีละประมาณ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่เคยหลบหนีออกจากเคหสถานที่เคยอยู่ จำเลยทั้งสองมิได้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีล้มละลายของศาลแพ่งธนบุรีหมายเลขแดงที่ ล. 244/2534 ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2534 และเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2535 นับแต่วันดังกล่าวคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นอันถูกยกเลิกไป การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2539 ในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้แล้ว จนกระทั่งต่อมาศาลในคดีนี้ได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 15 แต่อย่างใด ศาลฎีกาจึงไม่อาจสั่งจำหน่ายคดีตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ การที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดในคดีนี้นั้นก็มีผลให้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ในการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายในคดีหมายเลขแดงที่ ล. 244/2534 ของศาลแพ่งธนบุรีได้ เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่ขอรับชำระหนี้ไว้แล้วในคดีดังกล่าวย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในคดีนี้โดยแจ้งความประสงค์ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีนี้ทราบ ?

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลที่เรียกเก็บเกินมาในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาจำนวน 300 บาท แก่กองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ .
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000891.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547