คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5242/2547 ฉบับเต็ม

#112965
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5242/2547 ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนครธน จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางสาวสมใจ สุวัตโต กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 683, มาตรา 691, มาตรา 733 ป.วิ.พ. มาตรา 141 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ลูกหนี้และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบและโจทก์บังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 แล้วไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 จนครบถ้วนได้ จึงหาจำต้องระบุว่าหากบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 อีกด้วยไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ผู้กู้และจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมร่วมกันชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ถ้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๑๓๘ ตำบลบางขุนศรี (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๑ ที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ตามฟ้องโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น โจทก์เกรงว่าหากบังคับเอาทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ โจทก์จะไม่สามารถบังคับเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์จนครบถ้วนได้นั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์แล้ว ดังนั้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบและโจทก์บังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑ แล้วยังไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมจนครบถ้วนได้ จึงหาจำต้องระบุว่า หากบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑ ได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๒ ได้อีกด้วยไม่ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชัดเจนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-ประชา ประสงค์จรรยา-องอาจ โรจนสุพจน์) ศาลแพ่ง - นายนภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์ ศาลอุทธรณ์ - นายดิเรก อิงคนินันท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112965
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายนภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายดิเรก อิงคนินันท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082038576"
    }
}
date
2547
deka_no
5242/2547
deka_running_no
5242
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์",
    "ประชา ประสงค์จรรยา",
    "องอาจ โรจนสุพจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 683",
            "ม. 691",
            "ม. 733"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 141"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนครธน จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวสมใจ สุวัตโต กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ผู้กู้และจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมร่วมกันชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ถ้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๑๓๘ ตำบลบางขุนศรี (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๑ ที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ตามฟ้องโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น โจทก์เกรงว่าหากบังคับเอาทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ โจทก์จะไม่สามารถบังคับเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์จนครบถ้วนได้นั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์แล้ว ดังนั้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบและโจทก์บังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑ แล้วยังไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมจนครบถ้วนได้ จึงหาจำต้องระบุว่า หากบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑ ได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๒ ได้อีกด้วยไม่ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชัดเจนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000882.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547