คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6255/2547 ฉบับเต็ม

#112967
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6255/2547 พนักงายอัยการจังหวัดลำปาง โจทก์ นายสาธิตหรือสา กริดสัมพันธ์ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 22 วรรคแรก ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคสอง ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดและเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพียงว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในที่คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏเช่นนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จะนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยในคดีดังกล่าวหาได้ไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา ๘๓ , ๓๓๖ , ๓๓๖ ทวิ และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน ๔๐ บาท และกระเป๋าสะพายหรือใช้ราคาทรัพย์รวมจำนวน ๙๙ บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายกับนับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๖๖๘/๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๖ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ , ๘๓ แม้จำเลยทั้งสองอายุไม่เกิน ๒๐ ปี แต่จากพฤติการณ์แห่งคดีและจากการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองประกอบกับจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดในฐานความผิดในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน และจำเลยทั้งสองรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่อาจลดมาตราส่วนโทษให้ ตาม ป.อ. มาตรา ๗๖ โดยให้จำคุกคนละ ๖ ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ ปี ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน ๔๐ บาท กระเป๋าสะพายหรือใช้ราคาทรัพย์รวม ๙๙ บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ นับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๖๖๘/๒๕๔๓ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๔๖/๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๓ ปี ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ ๑ ปี ๖ เดือน ไม่นับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๖๖๘/๒๕๔๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๔๖/๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ไม่นับโทษจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๖๖๘/๒๕๔๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๔๖/๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้นนั้นชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ส่วนของคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้นับโทษต่อนั้นเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์ได้ระบุชัดว่าจำเลยที่ ๑ คดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้รับทราบรายละเอียดของคำฟ้องและคำขอ และได้ให้การรับสารภาพตามฟ้องคดีนี้โดยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ ๑ ว่า ได้กระทำความผิดตามฟ้องและเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อโดยไม่ต้องสืบพยานพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามฟ้องอีกนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๖๖๘/๒๕๔๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๔๖/๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้น เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิด และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ คดีนี้จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพเพียงว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ โจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏเช่นนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (ชุติมา จงสงวน-ปัญญา ถนอมรอด-วรนาถ ภูมิถาวร) ศาลจังหวัดลำปาง - นางสาวยุภา พรหมดวง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายชุติมนต์ โพธิเดช แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112967
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดลำปาง",
        "judge": "นางสาวยุภา พรหมดวง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายชุติมนต์ โพธิเดช"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082038451"
    }
}
date
2547
deka_no
6255/2547
deka_running_no
6255
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ชุติมา จงสงวน",
    "ปัญญา ถนอมรอด",
    "วรนาถ ภูมิถาวร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 22 วรรคแรก"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 172 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงายอัยการจังหวัดลำปาง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสาธิตหรือสา กริดสัมพันธ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา ๘๓ , ๓๓๖ , ๓๓๖ ทวิ และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน ๔๐ บาท และกระเป๋าสะพายหรือใช้ราคาทรัพย์รวมจำนวน ๙๙ บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายกับนับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๖๖๘/๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๖ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ , ๘๓ แม้จำเลยทั้งสองอายุไม่เกิน ๒๐ ปี แต่จากพฤติการณ์แห่งคดีและจากการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองประกอบกับจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดในฐานความผิดในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน และจำเลยทั้งสองรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่อาจลดมาตราส่วนโทษให้ ตาม ป.อ. มาตรา ๗๖ โดยให้จำคุกคนละ ๖ ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ ปี ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน ๔๐ บาท กระเป๋าสะพายหรือใช้ราคาทรัพย์รวม ๙๙ บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ นับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๖๖๘/๒๕๔๓ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๔๖/๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๓ ปี ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ ๑ ปี ๖ เดือน ไม่นับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๖๖๘/๒๕๔๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๔๖/๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ไม่นับโทษจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๖๖๘/๒๕๔๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๔๖/๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้นนั้นชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ส่วนของคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้นับโทษต่อนั้นเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์ได้ระบุชัดว่าจำเลยที่ ๑ คดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้รับทราบรายละเอียดของคำฟ้องและคำขอ และได้ให้การรับสารภาพตามฟ้องคดีนี้โดยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ ๑ ว่า ได้กระทำความผิดตามฟ้องและเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อโดยไม่ต้องสืบพยานพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามฟ้องอีกนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๖๖๘/๒๕๔๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๔๖/๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้น เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิด และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ คดีนี้จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพเพียงว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ โจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏเช่นนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000881.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547