คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4919/2547 ฉบับเต็ม

#112987
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4919/2547 ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายเลี่ยงตงหรือชุณห์เจริญ แซ่ตั้งหรือรุ่งอารี กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาจำนองระบุว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 19 ต่อปีมาตั้งแต่แรกก็ตาม แต่ตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันปรากฏว่าในวันที่ 2 เมษายน 2528 ระบุดอกเบี้ยว่า ร้อยละ 15 และร้อยละ 19 แสดงว่าในวันดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยภายในวงเงินในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หากเกินวงเงิน โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกันมาตั้งแต่แรกและตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้น แต่ขณะที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กรกฎาคม 2536 โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี แม้ในทางปฏิบัติระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญาภายในวงเงินคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และส่วนที่เกินวงเงินคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอัตราร้อยละ 4 ก็เป็นข้อปฏิบัติในลักษณะที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 นอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญาซึ่งขณะนั้นโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปีตามข้อตกลงในสัญญา จึงมิได้คิดเพิ่มขึ้นเพียงแต่แยกวงเงินออกเป็น สัดส่วนเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ ศาลไม่มีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ตลอดมาจนโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์อีกต่อไป จึงบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้วโดยจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 11,134,112.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 10,334,073.15 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 11,134,112.89 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 8,159,104.02 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,350,000 บาท และดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,809,104.02 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2536 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ (แต่ยอดหนี้ถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 11,134,112.89 บาท ตามฟ้อง) ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระในวงเงิน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2528 ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2536 แต่ถ้าช่วงใดของระยะเวลาดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยลงบัญชีกระแสรายวันไว้ในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ก็ให้คิดตามอัตราที่คิดไว้จริง และให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระแก่โจทก์แต่ละจำนวนในระหว่างนั้นทุกครั้งคิดหักออก ชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยหรือต้นเงินแล้วแต่กรณีของหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ณ วันที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วย คิดจนถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2536 แล้วได้ยอดเงินเท่าใด ให้เป็นต้นเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ จากนั้นให้จำเลยที่ 2 เสียดอกเบี้ยโดยให้แบ่งยอดเงินดังกล่าวออกเป็น 2 ส่วน เฉพาะส่วนต้นเงิน 1,350,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 เสียดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ส่วนเงินที่เหลือหากมีให้จำเลยที่ 2 เสียดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2536 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 จำนองไว้ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 2 เป็นหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจะระบุว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 19 ต่อปี มาตั้งแต่แรกก็ตาม แต่ตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันปรากฏว่าในวันที่ 2 เมษายน 2528 ระบุดอกเบี้ยว่า 15% และ 19% แสดงว่าในวันดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยภายในวงเงิน 1,350,000 บาท ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หากเกินวงเงินดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกันมาตั้งแต่แรกและตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้น แต่ขณะที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กรกฎาคม 2536 โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี แม้ในทางปฏิบัติระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญาภายในวงเงิน 1,350,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินส่วนที่เกินวงเงินดังกล่าวคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอัตราร้อยละ 4 ก็เป็นข้อปฏิบัติในลักษณะที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 นอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญา ซึ่งขณะนั้นโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปีตามข้อตกลงในสัญญาจึง มิได้คิดเพิ่มขึ้นเพียงแต่แยกวงเงินออกเป็นสัดส่วนเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ ศาลไม่มีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะดอกเบี้ยไม่ทบต้นให้จำเลยที่ 2 ชำระอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,350,000 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (เรวัตร อิศราภรณ์-สายันต์ สุรสมภพ-สุรพล เจียมจูไร) ศาลจังหวัดราชบุรี - นางอัจฉรา วริวงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายพินิจ บุญชัด แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112987
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดราชบุรี",
        "judge": "นางอัจฉรา วริวงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายพินิจ บุญชัด"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082038892"
    }
}
date
2547
deka_no
4919/2547
deka_running_no
4919
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "สายันต์ สุรสมภพ",
    "สุรพล เจียมจูไร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 383 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเลี่ยงตงหรือชุณห์เจริญ แซ่ตั้งหรือรุ่งอารี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ตลอดมาจนโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์อีกต่อไป จึงบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้วโดยจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 11,134,112.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 10,334,073.15 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 11,134,112.89 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 8,159,104.02 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,350,000 บาท และดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,809,104.02 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2536 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ (แต่ยอดหนี้ถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 11,134,112.89 บาท ตามฟ้อง) ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระในวงเงิน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2528 ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2536 แต่ถ้าช่วงใดของระยะเวลาดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยลงบัญชีกระแสรายวันไว้ในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ก็ให้คิดตามอัตราที่คิดไว้จริง และให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระแก่โจทก์แต่ละจำนวนในระหว่างนั้นทุกครั้งคิดหักออก ชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยหรือต้นเงินแล้วแต่กรณีของหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ณ วันที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วย คิดจนถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2536 แล้วได้ยอดเงินเท่าใด ให้เป็นต้นเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ จากนั้นให้จำเลยที่ 2 เสียดอกเบี้ยโดยให้แบ่งยอดเงินดังกล่าวออกเป็น 2 ส่วน เฉพาะส่วนต้นเงิน 1,350,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 เสียดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ส่วนเงินที่เหลือหากมีให้จำเลยที่ 2 เสียดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2536 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 จำนองไว้ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 2 เป็นหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจะระบุว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 19 ต่อปี มาตั้งแต่แรกก็ตาม แต่ตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันปรากฏว่าในวันที่ 2 เมษายน 2528 ระบุดอกเบี้ยว่า 15% และ 19% แสดงว่าในวันดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยภายในวงเงิน 1,350,000 บาท ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หากเกินวงเงินดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกันมาตั้งแต่แรกและตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้น แต่ขณะที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กรกฎาคม 2536 โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี แม้ในทางปฏิบัติระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญาภายในวงเงิน 1,350,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินส่วนที่เกินวงเงินดังกล่าวคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอัตราร้อยละ 4 ก็เป็นข้อปฏิบัติในลักษณะที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 นอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญา ซึ่งขณะนั้นโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปีตามข้อตกลงในสัญญาจึง มิได้คิดเพิ่มขึ้นเพียงแต่แยกวงเงินออกเป็นสัดส่วนเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ ศาลไม่มีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะดอกเบี้ยไม่ทบต้นให้จำเลยที่ 2 ชำระอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,350,000 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000885.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547