คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4729/2547 ฉบับเต็ม

#112999
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4729/2547 นางเวียน เพียรทอง กับพวก โจทก์ นางสังข์ หล้าแหล่ง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 526, มาตรา 653 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246 สัญญากู้ที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ เป็นสัญญาที่จำเลยทำให้โจทก์ทั้งสี่ เนื่องจากการที่โจทก์ทั้งสี่ได้ทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ที่ ม. กับ บ. ร่วมกันกู้ยืมเงินจากธนาคาร หากโจทก์ทั้งสี่ต้องชำระหนี้แก่ธนาคารแล้วจำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามสัญญา โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้โดยที่ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามภาระการค้ำประกันแก่ธนาคารอันเนื่องจากมูลหนี้ของ ม. กับ บ. จำเลยยังไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า จำเลยตกลงจะไถ่ถอนจำนองที่ดินแล้วคืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสี่ภายใน 6 เดือน ไม่เช่นนั้นจะต้องนำเงินจำนวน 500,000 บาท มอบแก่โจทก์ทั้งสี่เพื่อนำไปไถ่ถอนจำนองนั้น ข้อตกลงดังกล่าวเป็นคำมั่นว่าจะให้ เมื่อมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่มีผลผูกพันจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 526 โจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าว ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ___________________________ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 541,666 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และจำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 41,666 บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่สืบพยานโจทก์ทั้งสี่จนสิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาคดีใหม่ โจทก์ทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 4 ถึงแก่กรรม นายเงียดทายาทของโจทก์ที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นายมานพและนางบุญเสริมได้ร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 500,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสี่ได้ทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดที่ 722 ของโจทก์ทั้งสี่เป็นประกันหนี้ ต่อมาจำเลยมอบโฉนดที่ดินของจำเลยเลขที่ 10019 และ 10020 ให้โจทก์ทั้งสี่ยึดถือเป็นประกันในการที่นายมานพได้จำนองที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ และจำเลยได้ทำสัญญากู้กับโจทก์ทั้งสี่ตามเอกสารหมาย จ. 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 550/2538 ของศาลชั้นต้นนั้น สัญญากู้ที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นสัญญาที่จำเลยทำให้ไว้แก่โจทก์ทั้งสี่เนื่องจากการที่โจทก์ทั้งสี่จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการที่นายมานพกับนางบุญเสริมร่วมกันกู้ยืมเงินจากธนาคาร กล่าวคือหากโจทก์ทั้งสี่ต้องชำระหนี้แก่ธนาคารแล้ว จำเลยก็จะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามสัญญากู้ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2534 โดยยังไม่ได้ชำระหนี้ตามภาระการค้ำประกันแก่ธนาคารอันเนื่องจากมูลหนี้ของนายมานพกับนางบุญเสริมผู้กู้ จำเลยจึงยังไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ. 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 550/2538 ของศาลชั้นต้น ดังนั้นในขณะที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยคดีนี้ โจทก์ทั้งสี่ยังไม่มีอำนาจฟ้อง ที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า คดีของโจทก์ทั้งสี่มิใช่เรื่องที่โจทก์ทั้งสี่ไล่เบี้ย แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสี่ต้องนำเงินจำนวน 500,000 บาท จากจำเลยไปไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 722 จากธนาคาร เนื่องจากจำเลยตกลงว่าจำเลยจะไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวแล้วคืนโฉนดนั้นแก่โจทก์ทั้งสี่ภายใน 6 เดือน ไม่เช่นนั้นจำเลยก็จะต้องนำเงินจำนวน 500,000 บาท มอบแก่โจทก์ทั้งสี่เพื่อโจทก์ทั้งสี่นำเงินไปไถ่ถอนจำนอง จึงเป็นเรื่องฟ้องขอให้จำเลยทำตามสัญญา เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นคำมั่นว่าจะให้ เมื่อมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 526 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าว และเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายนึก หนูเจริญ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112999
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายนึก หนูเจริญ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082039003"
    }
}
date
2547
deka_no
4729/2547
deka_running_no
4729
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์",
    "ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 526",
            "ม. 653"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางเวียน เพียรทอง กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสังข์ หล้าแหล่ง"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 541,666 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และจำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 41,666 บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่สืบพยานโจทก์ทั้งสี่จนสิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาคดีใหม่

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 4 ถึงแก่กรรม นายเงียดทายาทของโจทก์ที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นายมานพและนางบุญเสริมได้ร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 500,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสี่ได้ทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดที่ 722 ของโจทก์ทั้งสี่เป็นประกันหนี้ ต่อมาจำเลยมอบโฉนดที่ดินของจำเลยเลขที่ 10019 และ 10020 ให้โจทก์ทั้งสี่ยึดถือเป็นประกันในการที่นายมานพได้จำนองที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ และจำเลยได้ทำสัญญากู้กับโจทก์ทั้งสี่ตามเอกสารหมาย จ. 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 550/2538 ของศาลชั้นต้นนั้น สัญญากู้ที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นสัญญาที่จำเลยทำให้ไว้แก่โจทก์ทั้งสี่เนื่องจากการที่โจทก์ทั้งสี่จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการที่นายมานพกับนางบุญเสริมร่วมกันกู้ยืมเงินจากธนาคาร กล่าวคือหากโจทก์ทั้งสี่ต้องชำระหนี้แก่ธนาคารแล้ว จำเลยก็จะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามสัญญากู้ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2534 โดยยังไม่ได้ชำระหนี้ตามภาระการค้ำประกันแก่ธนาคารอันเนื่องจากมูลหนี้ของนายมานพกับนางบุญเสริมผู้กู้ จำเลยจึงยังไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ. 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 550/2538 ของศาลชั้นต้น ดังนั้นในขณะที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยคดีนี้ โจทก์ทั้งสี่ยังไม่มีอำนาจฟ้อง ที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า คดีของโจทก์ทั้งสี่มิใช่เรื่องที่โจทก์ทั้งสี่ไล่เบี้ย แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสี่ต้องนำเงินจำนวน 500,000 บาท จากจำเลยไปไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 722 จากธนาคาร เนื่องจากจำเลยตกลงว่าจำเลยจะไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวแล้วคืนโฉนดนั้นแก่โจทก์ทั้งสี่ภายใน 6 เดือน ไม่เช่นนั้นจำเลยก็จะต้องนำเงินจำนวน 500,000 บาท มอบแก่โจทก์ทั้งสี่เพื่อโจทก์ทั้งสี่นำเงินไปไถ่ถอนจำนอง จึงเป็นเรื่องฟ้องขอให้จำเลยทำตามสัญญา เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นคำมั่นว่าจะให้ เมื่อมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 526 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าว และเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000886.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547