คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8367/2547 ฉบับเต็ม

#113010
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8367/2547 การเคหะแห่งชาติ โจทก์ นายสุวิทย์ วิริยะรัมภ์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 386, มาตรา 387, มาตรา 544, มาตรา 558, มาตรา 560 การบอกเลิกสัญญาเช่าเพราะเหตุจำเลยต่อเติมอาคารที่เช่าและนำอาคารที่เช่าไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วงอันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ทันทีตามสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแล้วสัญญาเช่าย่อมเป็นอันสิ้นผลผูกพัน จำเลยจึงต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารที่เช่าและส่งมอบอาคารดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนด แม้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลย ชำระค่าเช่าที่ค้างอีกภายหลังจากที่โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลย และจำเลยได้กระทำตามโดยได้ชำระค่าเช่า ที่ค้างภายในกำหนดเวลา หามีผลทำให้สัญญาเช่าซึ่งสิ้นผลผูกพันไปแล้วกลับมีผลผูกพันขึ้นมาใหม่ไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากอาคารพิพาท และห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ในอาคารดังกล่าว ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 166.66 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 1,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่า กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยและบริวารต่อเติมออกไป จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากอาคารพิพาท และห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ในอาคารพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 166.66 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 1,250 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารของโจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าเสียหายจำนวน 166.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะ ชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยและบริวารต่อเติมออกไป จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุจำเลยต่อเติมอาคารที่เช่าและนำอาคารที่เช่าไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วง อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ทันที เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่า แก่จำเลยแล้วสัญญาเช่าย่อมเป็นอันสิ้นผลผูกพัน จำเลยจึงต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารที่เช่าและ ส่งมอบอาคารดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนด การที่จำเลยและบริวารยังคงอยู่ในอาคารดังกล่าวต่อมาจึงเป็นการอยู่โดยละเมิด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารเป็นคดีนี้ได้ สำหรับกรณีที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างหลังจากที่โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแล้วนั้น หามีผลทำให้สัญญาเช่าที่สิ้นผลผูกพันไปแล้ว กลับมีผลผูกพันขึ้นมาใหม่ไม่ ดังนั้น แม้จำเลยจะได้ชำระค่าเช่าที่ค้างภายในกำหนดเวลา ก็ไม่ทำให้สัญญาเช่าที่สิ้นผลผูกพันไปแล้วกลับมีผลผูกพันขึ้นมาใหม่ จำเลยและบริวารไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในอาคารที่เช่าต่อไป พิพากษายืน. (มนตรี ยอดปัญญา-วิบูลย์ มีอาสา-ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์) ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายพชร พาณิชวราห์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นางนพวรรณ อินทรัมพรรย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113010
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดภูเก็ต",
        "judge": "นายพชร พาณิชวราห์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นางนพวรรณ อินทรัมพรรย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082036991"
    }
}
date
2547
deka_no
8367/2547
deka_running_no
8367
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "วิบูลย์ มีอาสา",
    "ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 386",
            "ม. 387",
            "ม. 544",
            "ม. 558",
            "ม. 560"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "การเคหะแห่งชาติ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุวิทย์ วิริยะรัมภ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากอาคารพิพาท และห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ในอาคารดังกล่าว ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 166.66 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 1,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่า กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยและบริวารต่อเติมออกไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากอาคารพิพาท และห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ในอาคารพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 166.66 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 1,250 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารของโจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าเสียหายจำนวน 166.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะ ชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยและบริวารต่อเติมออกไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุจำเลยต่อเติมอาคารที่เช่าและนำอาคารที่เช่าไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วง อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ทันที เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่า แก่จำเลยแล้วสัญญาเช่าย่อมเป็นอันสิ้นผลผูกพัน จำเลยจึงต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารที่เช่าและ ส่งมอบอาคารดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนด การที่จำเลยและบริวารยังคงอยู่ในอาคารดังกล่าวต่อมาจึงเป็นการอยู่โดยละเมิด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารเป็นคดีนี้ได้ สำหรับกรณีที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างหลังจากที่โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแล้วนั้น หามีผลทำให้สัญญาเช่าที่สิ้นผลผูกพันไปแล้ว กลับมีผลผูกพันขึ้นมาใหม่ไม่ ดังนั้น แม้จำเลยจะได้ชำระค่าเช่าที่ค้างภายในกำหนดเวลา ก็ไม่ทำให้สัญญาเช่าที่สิ้นผลผูกพันไปแล้วกลับมีผลผูกพันขึ้นมาใหม่ จำเลยและบริวารไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในอาคารที่เช่าต่อไป

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000868.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547