คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4556/2547 ฉบับเต็ม

#113047
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4556/2547 บริษัทสินพัฒนาลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส. เอส. ออฟฟิศ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น กับพวก จำเลย บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด จำเลยร่วม ป.พ.พ. มาตรา 861 ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3), มาตรา 142 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคารถยนต์พิพาท จำเลยทั้งสี่ให้การว่า รถยนต์พิพาทสูญหายไป เห็นว่าจำเลยทั้งสี่ไม่อาจคืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ ซึ่งหากจำเลยทั้งสี่ต้องชำระราคารถยนต์พิพาทให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้กับจำเลยร่วม และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันที่จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ราคารถยนต์พิพาทให้โจทก์ ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกค่าทดแทนสำหรับความเสียหายของรถยนต์พิพาทจากจำเลยร่วมผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยทั้งสี่จึงขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) และเมื่อศาลชั้นต้นได้มีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามที่จำเลยทั้งสี่ขอดังกล่าวแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยร่วมต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยให้โจทก์ได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 466,200 บาท และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 124,708.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 590,908.50 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 13,856.50 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคารถยนต์และค่าเสียหายเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อได้ถูกคนร้ายโจรกรรมไป จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ได้ แต่รถยนต์ที่เช่าซื้อมีประกันภัยความเสียหายจากภัยโจรกรรมไว้แก่บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ในมูลประกันภัย 300,000 บาท โดยโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้บริษัทผู้รับประกันภัยทราบเพื่อขอรับชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่เสียหาย และโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่เช่าซื้อเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้รับผิดฐานผิดสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน ไม่เกี่ยวกับสัญญาประกันภัย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 57,517.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กันยายน 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กันยายน 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ให้ยก คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสี่ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมมีว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยร่วมฎีกาเมื่อรถยนต์พิพาทสูญหาย โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยร่วมโดยตรงตามสัญญาประกันภัย แต่โจทก์กลับใช้สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยทั้งสี่ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นมูลหนี้ต่างหากจากมูลหนี้ที่จำเลยร่วมต้องรับผิด จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคารถยนต์พิพาท จำเลยทั้งสี่ให้การว่า รถยนต์พิพาทสูญหายไป เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสี่ไม่อาจคืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ ซึ่งหากจำเลยทั้งสี่ต้องชำระราคารถยนต์พิพาทแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เอาประกันภัยรถยนต์พิพาทไว้แก่จำเลยร่วม กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันที่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ราคารถยนต์พิพาทแก่โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยร่วมให้ใช้ค่าทดแทนตามสัญญาประกันภัยได้ จำเลยทั้งสี่จึงขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) และเมื่อศาลชั้นต้นได้มีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามคำขอของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมใช้ค่าเสียหายที่จำเลยร่วมต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยแก่โจทก์ได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยร่วมฎีกาว่า จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า สัญญาประกันภัยในคดีนี้เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก สิทธิของโจทก์จะเกิดขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่จำเลยร่วมว่าโจทก์จะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น เมื่อโจทก์ยังมิได้แสดงเจตนาแก่จำเลยร่วมจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัยดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยร่วมตามสัญญาประกันภัย แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า จำเลยร่วมมิได้ให้การต่อสู้คดีในปัญหาดังกล่าวไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยร่วมข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน แต่ไม่คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ. (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-สุรพล เจียมจูไร-พลรัตน์ ประทุมทาน) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสมจิตร์ ทองศรี ศาลอุทธรณ์ - นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113047
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายสมจิตร์ ทองศรี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082039011"
    }
}
date
2547
deka_no
4556/2547
deka_running_no
4556
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "พลรัตน์ ประทุมทาน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 861"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 57 (3)",
            "ม. 142"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทสินพัฒนาลิสซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส. เอส. ออฟฟิศ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 466,200 บาท และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 124,708.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 590,908.50 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 13,856.50 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคารถยนต์และค่าเสียหายเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อได้ถูกคนร้ายโจรกรรมไป จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ได้ แต่รถยนต์ที่เช่าซื้อมีประกันภัยความเสียหายจากภัยโจรกรรมไว้แก่บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ในมูลประกันภัย 300,000 บาท โดยโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้บริษัทผู้รับประกันภัยทราบเพื่อขอรับชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่เสียหาย และโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่เช่าซื้อเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้รับผิดฐานผิดสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน ไม่เกี่ยวกับสัญญาประกันภัย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 57,517.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กันยายน 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กันยายน 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ให้ยก คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสี่ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมมีว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยร่วมฎีกาเมื่อรถยนต์พิพาทสูญหาย โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยร่วมโดยตรงตามสัญญาประกันภัย แต่โจทก์กลับใช้สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยทั้งสี่ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นมูลหนี้ต่างหากจากมูลหนี้ที่จำเลยร่วมต้องรับผิด จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคารถยนต์พิพาท จำเลยทั้งสี่ให้การว่า รถยนต์พิพาทสูญหายไป เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสี่ไม่อาจคืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ ซึ่งหากจำเลยทั้งสี่ต้องชำระราคารถยนต์พิพาทแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เอาประกันภัยรถยนต์พิพาทไว้แก่จำเลยร่วม กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันที่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ราคารถยนต์พิพาทแก่โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยร่วมให้ใช้ค่าทดแทนตามสัญญาประกันภัยได้ จำเลยทั้งสี่จึงขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) และเมื่อศาลชั้นต้นได้มีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามคำขอของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมใช้ค่าเสียหายที่จำเลยร่วมต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยแก่โจทก์ได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยร่วมฎีกาว่า จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า สัญญาประกันภัยในคดีนี้เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก สิทธิของโจทก์จะเกิดขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่จำเลยร่วมว่าโจทก์จะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น เมื่อโจทก์ยังมิได้แสดงเจตนาแก่จำเลยร่วมจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัยดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยร่วมตามสัญญาประกันภัย แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า จำเลยร่วมมิได้ให้การต่อสู้คดีในปัญหาดังกล่าวไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยร่วมข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน แต่ไม่คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000886.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547