คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8782 -ที่ 8785/2547 ฉบับเต็ม

#113062
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8782 - 8785/2547 บริษัทไทยเกรียงสิ่งทอ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางสาวรสกรณ์ ศรีเพชร กับพวก จำเลย นางสาวอรุณี ศรีโต กับพวก จำเลยร่วม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 27, มาตรา 29, มาตรา 30, มาตรา 34, มาตรา 37 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9, มาตรา 70, มาตรา 75, มาตรา 124, มาตรา 139 (3) ก่อนจำเลยที่ 1 ออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 128/2543 จำเลยที่ 1 ได้ตรวจสภาพการจ้างของโจทก์ โดยมาพบและสอบปากคำ อ. ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของโจทก์และพนักงานอื่น ๆ ของโจทก์ก่อนมีคำสั่ง อันเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 27 และ 29 แล้ว แม้จำเลยที่ 1 มิได้ให้โจทก์มีโอกาสทราบข้อเท็จจริง โต้แย้ง และแสดงพยานหลักฐานในส่วนของโจทก์ตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แต่กรณีนี้เป็นเรื่องให้โจทก์ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นเรื่องความสงบในทางอุตสาหกรรม หากปล่อยเนิ่นช้าโดยให้โอกาสโจทก์ตามที่โจทก์อ้าง ย่อมเห็นได้ว่าจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ลูกจ้างและกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 30 วรรคสอง (1) คำสั่งดังกล่าวจึงชอบแล้ว คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 128/2543 มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้ตรวจสภาพการจ้างและการทำงาน ณ สถานประกอบการของโจทก์ โดยสอบถามข้อเท็จจริงและตรวจสอบเอกสารประกอบแล้ว ปรากฏว่าโจทก์จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างไม่ถูกต้องและไม่ตรงตามกำหนด และสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานโดยไม่จ่ายเงินแก่ลูกจ้าง ซึ่งไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70, 9 และ 75 อาศัยอำนาจตามมาตรา 139 (3) สั่งให้โจทก์ปฏิบัติตามกฎหมาย คือ (1) ให้จ่ายค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างในวันทำงานปกติให้ลูกจ้างที่สั่งพักงานและมิได้ทำงานในโรงงานปั่นด้าย เอ 2 ให้ถูกต้องครบถ้วนและตรงตามกำหนดพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี (2) ให้จ่ายเงินแก่ลูกจ้างที่สั่งพักงานและทำงานในโรงงานปั่นด้าย เอ 2 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนโจทก์หยุดกิจการตลอดเวลาที่โจทก์ไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน โดยให้ปฏิบัติตาม (1) และ (2) ภายใน 7 วัน นับแต่รับคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวโจทก์ผู้รับคำสั่งย่อมทราบว่าจำเลยที่ 1 สั่งให้ปฏิบัติอย่างไร คำสั่งจึงมีความหมายชัดเจนตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 34 แล้ว แม้เหตุผลของคำสั่งจะมิได้มีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (3) แต่การออกคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างและเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้แก่ลูกจ้าง จึงถือเป็นการเร่งด่วนที่ไม่นำมาตรา 37 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับ ดังที่บัญญัติไว้ในวรรคสามของมาตรานี้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 124 กำหนดเงื่อนไขการพิจารณาคำร้องของพนักงานตรวจแรงงานไว้เป็นการเด็ดขาด เมื่อการพิจารณาไม่เป็นไปตามเงื่อนไขโดยการสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่ง มิได้สั่งภายในกำหนดเวลาตามบทกฎหมายดังกล่าว คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกนางสาวรสกรณ์ว่าจำเลยที่ 1 และให้เรียกนางจำลองว่าจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งที่ 128/2543 ที่ 114/2544 และที่ 158/2544 และจำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งที่ 218/2544 โดยคำสั่งทั้งสี่ฉบับบังคับให้โจทก์จ่ายค่าจ้างและเงินกรณีต้องหยุดกิจการแก่ลูกจ้างของโจทก์ คำสั่งทั้งสี่ฉบับไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งทั้งสี่ฉบับดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า คำสั่งที่ 128/2543 ที่ 114/2544 ที่ 158/2544 และที่ 218/2544 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง นางสาวอรุณีที่ 1 นางสาวบุปผาที่ 2 นายสุเทพที่ 3 นางสาวพิมลที่ 4 และนางไสวที่ 5 ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งห้าเป็นลูกจ้างโจทก์และมีสิทธิได้รับค่าจ้างและดอกเบี้ยตามคำสั่งที่ 114/2544 จึงขอเข้าร่วมเป็นจำเลย ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประกอบกิจการปั่นด้าย ทอผ้า มีลูกจ้างประมาณ 1,530 คน สืบเนื่องจากสหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียงได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์ให้ปรับค่าจ้างประจำปีและเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้าง โจทก์ยื่นข้อเรียกร้องสวนทาง กรณีตกลงกันไม่ได้ สหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียงยื่นหนังสือแจ้งนัดหยุดงานและโจทก์มีหนังสือแจ้งปิดงาน ต่อมาศาลแรงงานกลางมีคำสั่งห้ามมิให้สมาชิกสหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียงจำนวน 376 คน ชุมนุมปิดกั้นประตูโรงงาน โจทก์มีคำสั่งเลิกจ้างลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียงจำนวน 390 คน แต่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมมีคำสั่งที่ 233/2543 ให้โจทก์รับลูกจ้างดังกล่าวกลับเข้าทำงาน ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างแสดงความจำนงขอกลับเข้าทำงาน โจทก์ปฏิเสธอ้างว่าลูกจ้างดังกล่าวไม่มีสถานะความเป็นลูกจ้าง หลังจากนั้นในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2543 เกิดเพลิงไหม้อาคารโรงงานปั่นด้าย เอ 2 ทำให้เครื่องจักรเสียหายไม่สามารถใช้การได้ โจทก์มีคำสั่งพักงานเฉพาะลูกจ้างที่โจทก์รับกลับเข้าทำงานตามคำสั่งที่ 233/2543 จำนวน 532 คน โดยอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ส่วนลูกจ้างที่ไม่เกี่ยวกับคำสั่งที่ 233/2543 ยังคงปฏิบัติงานต่อไปตามปกติ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งให้โจทก์หยุดประกอบกิจการในส่วนของอาคารโรงงานปั่นด้าย เอ 2 ทั้งหมด ในการออกคำสั่งที่ 128/2543 จำเลยที่ 1 ได้ตรวจสภาพการจ้างที่สถานประกอบการของโจทก์เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2543 โดยมาพบและสอบปากคำนายอาจินต์ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของโจทก์ ในการออกคำสั่งที่ 114/2544 ลูกจ้างของโจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ตามแบบ คร. 7 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 โดยมิได้ขอขยายระยะเวลา อนึ่ง ศาลแรงงานกลางยังฟังอีกว่า การออกคำสั่งที่ 158/2544 เป็นการออกคำสั่งหลังพ้นเวลา 60 วันแล้ว และจำเลยที่ 1 มิได้ขอขยายระยะเวลาอีกเช่นกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ประการแรกโดยโจทก์อุทธรณ์ตามข้อ 2 ว่า คำสั่งที่ 128/2543 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 27 มาตรา 29 และมาตรา 30 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ให้โอกาสโจทก์ชี้แจง ไม่รับฟังพยานหลักฐานใด ๆ จากโจทก์ และออกคำสั่งดังกล่าวอย่างเร่งรีบ เห็นว่า มาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติว่า ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน ความในวรรคหนึ่งมิให้นำมาใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะเห็นสมควรปฏิบัติเป็นอย่างอื่น (1) เมื่อมีความจำเป็นรีบด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือจะกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ (2) เมื่อจะมีผลทำให้ระยะเวลาที่กฎหมายหรือกฎกำหนดไว้ในการทำคำสั่งทางปกครองต้องล่าช้าออกไป (3) เมื่อเป็นข้อเท็จจริงที่คู่กรณีนั้นเองได้ให้ไว้ในคำขอ คำให้การหรือคำแถลง (4) เมื่อโดยสภาพเห็นได้ชัดในตัวว่าการให้โอกาสดังกล่าวไม่อาจกระทำได้ (5) เมื่อเป็นมาตรการบังคับทางปกครอง (6) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ให้โอกาสตามวรรคหนึ่ง ถ้าจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา ในการออกคำสั่งที่ 128/2543 จำเลยที่ 1 ได้มาตรวจสภาพการจ้างของโจทก์โดยมาพบและสอบปากคำนายอาจินต์ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของโจทก์และพนักงานอื่น ๆ ของโจทก์ก่อนมีคำสั่งดังกล่าว จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว มาตรา 27 และมาตรา 29 แล้ว อนึ่ง ถึงแม้จำเลยที่ 1 มิได้ให้โจทก์มีโอกาสที่จะทราบข้อเท็จจริงรวมทั้งมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานในส่วนของโจทก์ตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แต่สำหรับกรณีที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งที่ 128/2543 นี้ เป็นเรื่องให้โจทก์ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นเรื่องความสงบในทางอุตสาหกรรม หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปโดยการให้โจทก์ในฐานะนายจ้างมีโอกาสตามที่โจทก์อ้าง ย่อมเห็นได้ว่าจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ลูกจ้าง อีกทั้งกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 30 วรรคสอง (1) คำสั่งที่ 128/2543 ของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2 ฟังไม่ขึ้น โจทก์อุทธรณ์ต่อไปในข้อ 3 และข้อ 4 ว่า คำสั่งที่ 128/2543 ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 34 และมาตรา 37 โดยข้อความของคำสั่งมีลักษณะคลุมเคลือและมิได้มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดอย่างชัดแจ้งและมิได้ประกอบด้วยข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณา และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ เห็นว่า ตามคำสั่งที่ 128/2543 มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้ตรวจสภาพการจ้างและสภาพการทำงาน ณ สถานประกอบกิจการของโจทก์ โดยได้สอบถามข้อเท็จจริงและตรวจสอบเอกสารประกอบแล้ว ปรากฏว่าโจทก์จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างไม่ถูกต้องและตรงตามกำหนดและสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานโดยไม่จ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 มาตรา 9 และมาตรา 75 จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 139 (3) สั่งให้โจทก์ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนี้ (1) ให้จ่ายค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างในวันทำงานปกติให้ลูกจ้างที่สั่งพักงานและมิได้ทำงานในโรงงานปั่นด้าย เอ 2 ให้ถูกต้องครบถ้วนและตรงตามกำหนดพร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี (2) ให้จ่ายเงินแก่ลูกจ้างที่สั่งพักงานและทำงานในโรงงานปั่นด้าย เอ 2 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนโจทก์หยุดกิจการตลอดเวลาที่โจทก์ไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ทั้งนี้ ให้โจทก์ปฏิบัติตาม (1) และ (2) ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับคำสั่ง ข้อความดังกล่าวเห็นได้ว่าโจทก์ในฐานะผู้รับคำสั่งย่อมทราบว่าจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติอะไรอย่างไร จึงมีความหมายชัดเจนตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 34 แล้ว อนึ่ง แม้เหตุผลของคำสั่งของจำเลยที่ 1 จะมิได้มีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิงและข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (3) แต่การออกคำสั่งที่ 128/2543 นี้ เป็นคำสั่งที่ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างและเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้แก่ลูกจ้าง จึงถือเป็นกรณีเร่งด่วนที่บทบัญญัติวรรคหนึ่งของมาตรา 37 ไม่ใช่บังคับดังที่บัญญัติไว้ในวรรคสามของมาตรานี้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 3 และข้อ 4 จึงฟังไม่ขึ้น โจทก์อุทธรณ์ต่อไปในข้อ 5 ว่า คำสั่งที่ 114/2544 และที่ 158/2544 ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 124 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งหลังครบกำหนดเวลา 60 วัน โดยมิได้มีการขอขยาย เห็นว่า พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 124 บัญญัติในวรรคหนึ่งว่า เมื่อมีการยื่นคำร้องตามมาตรา 123 ให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งภายใน 60 วัน นับแต่วันที่รับคำร้อง และบัญญัติในวรรคสองอีกว่า ในกรณีที่มีความจำเป็นไม่อาจมีคำสั่งภายในเวลาตามวรรคหนึ่งได้ ให้พนักงานตรวจแรงงานขอขยายเวลาต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายพร้อมด้วยเหตุผล และอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายอาจพิจารณาอนุญาตได้ตามที่เห็นสมควร แต่ต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดตามวรรคหนึ่ง ตามบทบัญญัติของมาตรา 124 ทั้งสองวรรคดังกล่าวเห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดเงื่อนไขการพิจารณาคำร้องของพนักงานตรวจแรงงานไว้เป็นการเด็ดขาด เมื่อการพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นไปตามเงื่อนไข กล่าวคือ ในการสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้มีคำสั่งภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คำสั่งที่ 114/2544 และที่ 158/2544 จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น? พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งที่ 114/2544 และที่ 158/2544 ของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (วิชัย วิวิตเสวี-อรพินท์ เศรษฐมานิต-หัสดี ไกรทองสุก) ศาลแรงงานกลาง - นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113062
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082036644"
    }
}
date
2547
deka_no
8785/2547
deka_running_no
8785
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "อรพินท์ เศรษฐมานิต",
    "หัสดี ไกรทองสุก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539",
        "sections": [
            "ม. 27",
            "ม. 29",
            "ม. 30",
            "ม. 34",
            "ม. 37"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 9",
            "ม. 70",
            "ม. 75",
            "ม. 124",
            "ม. 139 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทไทยเกรียงสิ่งทอ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวรสกรณ์ ศรีเพชร กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "นางสาวอรุณี ศรีโต กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกนางสาวรสกรณ์ว่าจำเลยที่ 1 และให้เรียกนางจำลองว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งที่ 128/2543 ที่ 114/2544 และที่ 158/2544 และจำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งที่ 218/2544 โดยคำสั่งทั้งสี่ฉบับบังคับให้โจทก์จ่ายค่าจ้างและเงินกรณีต้องหยุดกิจการแก่ลูกจ้างของโจทก์ คำสั่งทั้งสี่ฉบับไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งทั้งสี่ฉบับดังกล่าว

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า คำสั่งที่ 128/2543 ที่ 114/2544 ที่ 158/2544 และที่ 218/2544 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง นางสาวอรุณีที่ 1 นางสาวบุปผาที่ 2 นายสุเทพที่ 3 นางสาวพิมลที่ 4 และนางไสวที่ 5 ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งห้าเป็นลูกจ้างโจทก์และมีสิทธิได้รับค่าจ้างและดอกเบี้ยตามคำสั่งที่ 114/2544 จึงขอเข้าร่วมเป็นจำเลย ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประกอบกิจการปั่นด้าย ทอผ้า มีลูกจ้างประมาณ 1,530 คน สืบเนื่องจากสหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียงได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์ให้ปรับค่าจ้างประจำปีและเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้าง โจทก์ยื่นข้อเรียกร้องสวนทาง กรณีตกลงกันไม่ได้ สหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียงยื่นหนังสือแจ้งนัดหยุดงานและโจทก์มีหนังสือแจ้งปิดงาน ต่อมาศาลแรงงานกลางมีคำสั่งห้ามมิให้สมาชิกสหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียงจำนวน 376 คน ชุมนุมปิดกั้นประตูโรงงาน โจทก์มีคำสั่งเลิกจ้างลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียงจำนวน 390 คน แต่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมมีคำสั่งที่ 233/2543 ให้โจทก์รับลูกจ้างดังกล่าวกลับเข้าทำงาน ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างแสดงความจำนงขอกลับเข้าทำงาน โจทก์ปฏิเสธอ้างว่าลูกจ้างดังกล่าวไม่มีสถานะความเป็นลูกจ้าง หลังจากนั้นในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2543 เกิดเพลิงไหม้อาคารโรงงานปั่นด้าย เอ 2 ทำให้เครื่องจักรเสียหายไม่สามารถใช้การได้ โจทก์มีคำสั่งพักงานเฉพาะลูกจ้างที่โจทก์รับกลับเข้าทำงานตามคำสั่งที่ 233/2543 จำนวน 532 คน โดยอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ส่วนลูกจ้างที่ไม่เกี่ยวกับคำสั่งที่ 233/2543 ยังคงปฏิบัติงานต่อไปตามปกติ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งให้โจทก์หยุดประกอบกิจการในส่วนของอาคารโรงงานปั่นด้าย เอ 2 ทั้งหมด ในการออกคำสั่งที่ 128/2543 จำเลยที่ 1 ได้ตรวจสภาพการจ้างที่สถานประกอบการของโจทก์เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2543 โดยมาพบและสอบปากคำนายอาจินต์ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของโจทก์ ในการออกคำสั่งที่ 114/2544 ลูกจ้างของโจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ตามแบบ คร. 7 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 โดยมิได้ขอขยายระยะเวลา อนึ่ง ศาลแรงงานกลางยังฟังอีกว่า การออกคำสั่งที่ 158/2544 เป็นการออกคำสั่งหลังพ้นเวลา 60 วันแล้ว และจำเลยที่ 1 มิได้ขอขยายระยะเวลาอีกเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ประการแรกโดยโจทก์อุทธรณ์ตามข้อ 2 ว่า คำสั่งที่ 128/2543 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 27 มาตรา 29 และมาตรา 30 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ให้โอกาสโจทก์ชี้แจง ไม่รับฟังพยานหลักฐานใด ๆ จากโจทก์ และออกคำสั่งดังกล่าวอย่างเร่งรีบ เห็นว่า มาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติว่า ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน

ความในวรรคหนึ่งมิให้นำมาใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะเห็นสมควรปฏิบัติเป็นอย่างอื่น

(1) เมื่อมีความจำเป็นรีบด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือจะกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ

(2) เมื่อจะมีผลทำให้ระยะเวลาที่กฎหมายหรือกฎกำหนดไว้ในการทำคำสั่งทางปกครองต้องล่าช้าออกไป

(3) เมื่อเป็นข้อเท็จจริงที่คู่กรณีนั้นเองได้ให้ไว้ในคำขอ คำให้การหรือคำแถลง

(4) เมื่อโดยสภาพเห็นได้ชัดในตัวว่าการให้โอกาสดังกล่าวไม่อาจกระทำได้

(5) เมื่อเป็นมาตรการบังคับทางปกครอง

(6) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ให้โอกาสตามวรรคหนึ่ง ถ้าจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ

ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา ในการออกคำสั่งที่ 128/2543 จำเลยที่ 1 ได้มาตรวจสภาพการจ้างของโจทก์โดยมาพบและสอบปากคำนายอาจินต์ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของโจทก์และพนักงานอื่น ๆ ของโจทก์ก่อนมีคำสั่งดังกล่าว จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว มาตรา 27 และมาตรา 29 แล้ว อนึ่ง ถึงแม้จำเลยที่ 1 มิได้ให้โจทก์มีโอกาสที่จะทราบข้อเท็จจริงรวมทั้งมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานในส่วนของโจทก์ตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แต่สำหรับกรณีที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งที่ 128/2543 นี้ เป็นเรื่องให้โจทก์ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นเรื่องความสงบในทางอุตสาหกรรม หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปโดยการให้โจทก์ในฐานะนายจ้างมีโอกาสตามที่โจทก์อ้าง ย่อมเห็นได้ว่าจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ลูกจ้าง อีกทั้งกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 30 วรรคสอง (1) คำสั่งที่ 128/2543 ของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2 ฟังไม่ขึ้น

โจทก์อุทธรณ์ต่อไปในข้อ 3 และข้อ 4 ว่า คำสั่งที่ 128/2543 ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 34 และมาตรา 37 โดยข้อความของคำสั่งมีลักษณะคลุมเคลือและมิได้มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดอย่างชัดแจ้งและมิได้ประกอบด้วยข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณา และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ เห็นว่า ตามคำสั่งที่ 128/2543 มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้ตรวจสภาพการจ้างและสภาพการทำงาน ณ สถานประกอบกิจการของโจทก์ โดยได้สอบถามข้อเท็จจริงและตรวจสอบเอกสารประกอบแล้ว ปรากฏว่าโจทก์จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างไม่ถูกต้องและตรงตามกำหนดและสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานโดยไม่จ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 มาตรา 9 และมาตรา 75 จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 139 (3) สั่งให้โจทก์ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนี้ (1) ให้จ่ายค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างในวันทำงานปกติให้ลูกจ้างที่สั่งพักงานและมิได้ทำงานในโรงงานปั่นด้าย เอ 2 ให้ถูกต้องครบถ้วนและตรงตามกำหนดพร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี (2) ให้จ่ายเงินแก่ลูกจ้างที่สั่งพักงานและทำงานในโรงงานปั่นด้าย เอ 2 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนโจทก์หยุดกิจการตลอดเวลาที่โจทก์ไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ทั้งนี้ ให้โจทก์ปฏิบัติตาม (1) และ (2) ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับคำสั่ง ข้อความดังกล่าวเห็นได้ว่าโจทก์ในฐานะผู้รับคำสั่งย่อมทราบว่าจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติอะไรอย่างไร จึงมีความหมายชัดเจนตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 34 แล้ว อนึ่ง แม้เหตุผลของคำสั่งของจำเลยที่ 1 จะมิได้มีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิงและข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (3) แต่การออกคำสั่งที่ 128/2543 นี้ เป็นคำสั่งที่ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างและเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้แก่ลูกจ้าง จึงถือเป็นกรณีเร่งด่วนที่บทบัญญัติวรรคหนึ่งของมาตรา 37 ไม่ใช่บังคับดังที่บัญญัติไว้ในวรรคสามของมาตรานี้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 3 และข้อ 4 จึงฟังไม่ขึ้น

โจทก์อุทธรณ์ต่อไปในข้อ 5 ว่า คำสั่งที่ 114/2544 และที่ 158/2544 ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 124 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งหลังครบกำหนดเวลา 60 วัน โดยมิได้มีการขอขยาย เห็นว่า พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 124 บัญญัติในวรรคหนึ่งว่า เมื่อมีการยื่นคำร้องตามมาตรา 123 ให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งภายใน 60 วัน นับแต่วันที่รับคำร้อง และบัญญัติในวรรคสองอีกว่า ในกรณีที่มีความจำเป็นไม่อาจมีคำสั่งภายในเวลาตามวรรคหนึ่งได้ ให้พนักงานตรวจแรงงานขอขยายเวลาต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายพร้อมด้วยเหตุผล และอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายอาจพิจารณาอนุญาตได้ตามที่เห็นสมควร แต่ต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดตามวรรคหนึ่ง ตามบทบัญญัติของมาตรา 124 ทั้งสองวรรคดังกล่าวเห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดเงื่อนไขการพิจารณาคำร้องของพนักงานตรวจแรงงานไว้เป็นการเด็ดขาด เมื่อการพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นไปตามเงื่อนไข กล่าวคือ ในการสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้มีคำสั่งภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คำสั่งที่ 114/2544 และที่ 158/2544 จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งที่ 114/2544 และที่ 158/2544 ของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000865.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8782 -
year
2547