คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12115 -ที่ 12180/2547 ฉบับเต็ม

#113080
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12115 - 12180/2547 นางณัติกา เจนชัด กับพวก โจทก์ บริษัทไอ. พี. เมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 6, มาตรา 23, มาตรา 103, มาตรา 166 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2520 มาตรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2541) โดยอาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 6 และ 23 วรรคหนึ่ง เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างซึ่งทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างไม่ให้ทำงานเช่นว่านั้นเป็นระยะเวลานานเกินสมควร การกำหนดให้งานผลิตสารเคมีอันตรายเป็นงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามกฎกระทรวงดังกล่าวก็เพื่อคุ้มครองลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมีไม่ให้ได้รับหรือสัมผัสกับสารเคมีเป็นระยะเวลานานเกินสมควร งานผลิตสารเคมีอันตรายจึงหมายความรวมถึงงานที่ใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบในการผลิตด้วย แต่ทั้งนี้โดยสภาพของงานต้องมีความเสี่ยงอันตรายสูงหรือมีภาวะแวดล้อมในการทำงานเกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 103 ซึ่งไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขที่แหล่งกำเนิดได้ และต้องจัดให้มีการป้องกันที่ตัวบุคคล แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 103 ใช้บังคับ จึงต้องใช้ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ซึ่งออกโดยอำนาจตามความในข้อ 2 (7) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 บังคับ ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 166 จำเลยให้โจทก์ทำงานเกี่ยวกับการผลิตสินค้าที่ต้องใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบ แต่การผลิตเป็นระบบปิด โจทก์ไม่ได้สัมผัสกับสารเคมีอันตรายเป็นเวลานาน จึงมิใช่กรณีที่โดยสภาพของงานมีความเสี่ยงอันตรายสูง ทั้งการตรวจวัดภาวะแวดล้อมในการทำงานก็ปรากฏว่าเสียง แสงสว่าง ความร้อน ปริมาณความเข้มของฝุ่นปนเปื้อนและสารเคมีในสถานประกอบกิจการของจำเลยไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดในประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว และจำเลยได้จัดให้ลูกจ้างสวมอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลแล้ว งานที่โจทก์ทำจึงมิใช่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 23 โจทก์ทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ___________________________ คดีทั้งหกสิบหกสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 66 ตามลำดับ โจทก์ทั้งหกสิบหกสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาตามจำนวนในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวันแก่โจทก์ดังกล่าว จำเลยทั้งหกสิบหกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหกสิบหกสำนวน โจทก์ทั้งหกสิบหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยให้โจทก์ทั้งหกสิบหกทำงานเกี่ยวกับการผลิตสินค้าที่ต้องใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบ จำเลยใช้เครื่องจักรในการผลิตเป็นส่วนมากและเป็นระบบปิด การลำเลียงผลิตภัณฑ์จากการผสมมาถึงสายพานการบรรจุทำโดยใช้ท่อ และบรรจุผลิตภัณฑ์โดยเครื่องจักรอัตโนมัติ พนักงานที่ทำงานในสายพานการผลิตจึงไม่ได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โจทก์ที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีโดยตรงก็สัมผัสเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 10 ถึง 20 นาที เท่าที่จะต้องชั่งตวงวัดสารเคมีที่ใช้ทำผลิตภัณฑ์เท่านั้น มีการผสมสารเคมีวันหนึ่ง ๆ ไม่กี่ครั้ง โจทก์ดังกล่าวจึงมิได้สัมผัสสารเคมีเป็นเวลาติดต่อกันถึง 7 ถึง 8 ชั่วโมง แต่อย่างใด ผลิตภัณฑ์ของจำเลยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย สินค้าของจำเลยได้รับการตรวจสอบและอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข และได้รับหมายเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์ (เครื่องหมาย อย.) ทุกชนิด พนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการรายงานผลการตรวจสถานประกอบกิจการของจำเลยตามคำสั่งของศาลแรงงานว่าจากการตรวจวัดภาวะแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการของจำเลยเรื่องเสียง แสงสว่าง ความร้อน ปริมาณความเข้มข้นของฝุ่นปนเปื้อนในบรรยากาศและสารเคมีพบว่า ไม่เกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง และนายจ้างได้จัดให้ลูกจ้างมีการสวมอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลแล้ว และโจทก์ทั้งหกสิบหกมีเวลาทำงานไม่รวมเวลาพักวันละ 7 ชั่วโมง 40 นาที คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกสิบหกว่า โจทก์ทั้งหกสิบหกทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2541) ข้อ 2 (5) หรือไม่ เห็นว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2541) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกโดยอาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 6 และมาตรา 23 วรรคหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างซึ่งทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างไม่ให้ต้องทำงานเช่นว่านั้นเป็นระยะเวลานานเกินสมควร ซึ่งการกำหนดให้งานผลิตสารเคมีอันตรายเป็นงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 2 (5) นั้น ก็เพื่อคุ้มครองลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตราย ไม่ให้ได้รับหรือสัมผัสกับสารเคมีดังกล่าวเป็นระยะเวลานานเกินสมควร ดังนั้น งานผลิตสารเคมีอันตรายตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2541) ข้อ 2 (5) จึงหมายความรวมถึงงานที่ใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบในการผลิตด้วย แต่ทั้งนี้โดยสภาพของงานต้องมีความเสี่ยงอันตรายสูงหรือมีภาวะแวดล้อมในการทำงานเกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 103 ซึ่งไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขที่แหล่งกำเนิดได้ และต้องจัดให้มีการป้องกันที่ตัวบุคคล แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 103 ใช้บังคับ จึงต้องใช้ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 2 (7) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 บังคับตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 166 อันเป็นบทเฉพาะกาล แม้ข้อเท็จจริงจะฟังเป็นยุติว่า จำเลยให้โจทก์ทั้งหกสิบหกทำงานเกี่ยวกับการผลิตสินค้าที่ต้องใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบ แต่เมื่อการผลิตสินค้าของจำเลยเป็นระบบปิด โจทก์ทั้งหกสิบหกไม่ได้สัมผัสกับสารเคมีอันตรายเป็นเวลานาน จึงมิใช่เป็นกรณีที่โดยสภาพของงานมีความเสี่ยงอันตรายสูง ทั้งผลการตรวจวัดภาวะแวดล้อมในการทำงาน ก็ปรากฏว่าเสียง แสงสว่าง ความร้อน ปริมาณความเข้มข้นของฝุ่นปนเปื้อนและสารเคมีในสถานประกอบกิจการของจำเลยไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว และจำเลยได้จัดให้ลูกจ้างมีการสวมอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลแล้ว งานที่โจทก์ทั้งหกสิบหกทำจึงมิใช่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 23 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทั้งหกสิบหกมีเวลาทำงานปกติเพียงวันละ 7 ชั่วโมง 40 นาที ซึ่งไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง โจทก์ทั้งหกสิบหกจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา พิพากษายืน. (ปัญญา สุทธิบดี-ชวลิต ยอดเณร-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) ศาลแรงงานกลาง - นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113080
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082036081"
    }
}
date
2547
deka_no
12180/2547
deka_running_no
12180
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญา สุทธิบดี",
    "ชวลิต ยอดเณร",
    "พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 6",
            "ม. 23",
            "ม. 103",
            "ม. 166"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2520",
        "law_abbr": "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2520",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางณัติกา เจนชัด กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทไอ. พี. เมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด"
    }
]
long_text
คดีทั้งหกสิบหกสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 66 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งหกสิบหกสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาตามจำนวนในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวันแก่โจทก์ดังกล่าว

จำเลยทั้งหกสิบหกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหกสิบหกสำนวน

โจทก์ทั้งหกสิบหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยให้โจทก์ทั้งหกสิบหกทำงานเกี่ยวกับการผลิตสินค้าที่ต้องใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบ จำเลยใช้เครื่องจักรในการผลิตเป็นส่วนมากและเป็นระบบปิด การลำเลียงผลิตภัณฑ์จากการผสมมาถึงสายพานการบรรจุทำโดยใช้ท่อ และบรรจุผลิตภัณฑ์โดยเครื่องจักรอัตโนมัติ พนักงานที่ทำงานในสายพานการผลิตจึงไม่ได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โจทก์ที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีโดยตรงก็สัมผัสเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 10 ถึง 20 นาที เท่าที่จะต้องชั่งตวงวัดสารเคมีที่ใช้ทำผลิตภัณฑ์เท่านั้น มีการผสมสารเคมีวันหนึ่ง ๆ ไม่กี่ครั้ง โจทก์ดังกล่าวจึงมิได้สัมผัสสารเคมีเป็นเวลาติดต่อกันถึง 7 ถึง 8 ชั่วโมง แต่อย่างใด ผลิตภัณฑ์ของจำเลยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย สินค้าของจำเลยได้รับการตรวจสอบและอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข และได้รับหมายเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์ (เครื่องหมาย อย.) ทุกชนิด พนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการรายงานผลการตรวจสถานประกอบกิจการของจำเลยตามคำสั่งของศาลแรงงานว่าจากการตรวจวัดภาวะแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการของจำเลยเรื่องเสียง แสงสว่าง ความร้อน ปริมาณความเข้มข้นของฝุ่นปนเปื้อนในบรรยากาศและสารเคมีพบว่า ไม่เกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง และนายจ้างได้จัดให้ลูกจ้างมีการสวมอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลแล้ว และโจทก์ทั้งหกสิบหกมีเวลาทำงานไม่รวมเวลาพักวันละ 7 ชั่วโมง 40 นาที

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกสิบหกว่า โจทก์ทั้งหกสิบหกทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2541) ข้อ 2 (5) หรือไม่ เห็นว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2541) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกโดยอาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 6 และมาตรา 23 วรรคหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างซึ่งทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างไม่ให้ต้องทำงานเช่นว่านั้นเป็นระยะเวลานานเกินสมควร ซึ่งการกำหนดให้งานผลิตสารเคมีอันตรายเป็นงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 2 (5) นั้น ก็เพื่อคุ้มครองลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตราย ไม่ให้ได้รับหรือสัมผัสกับสารเคมีดังกล่าวเป็นระยะเวลานานเกินสมควร ดังนั้น งานผลิตสารเคมีอันตรายตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2541) ข้อ 2 (5) จึงหมายความรวมถึงงานที่ใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบในการผลิตด้วย แต่ทั้งนี้โดยสภาพของงานต้องมีความเสี่ยงอันตรายสูงหรือมีภาวะแวดล้อมในการทำงานเกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 103 ซึ่งไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขที่แหล่งกำเนิดได้ และต้องจัดให้มีการป้องกันที่ตัวบุคคล แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 103 ใช้บังคับ จึงต้องใช้ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 2 (7) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 บังคับตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 166 อันเป็นบทเฉพาะกาล แม้ข้อเท็จจริงจะฟังเป็นยุติว่า จำเลยให้โจทก์ทั้งหกสิบหกทำงานเกี่ยวกับการผลิตสินค้าที่ต้องใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบ แต่เมื่อการผลิตสินค้าของจำเลยเป็นระบบปิด โจทก์ทั้งหกสิบหกไม่ได้สัมผัสกับสารเคมีอันตรายเป็นเวลานาน จึงมิใช่เป็นกรณีที่โดยสภาพของงานมีความเสี่ยงอันตรายสูง ทั้งผลการตรวจวัดภาวะแวดล้อมในการทำงาน ก็ปรากฏว่าเสียง แสงสว่าง ความร้อน ปริมาณความเข้มข้นของฝุ่นปนเปื้อนและสารเคมีในสถานประกอบกิจการของจำเลยไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว และจำเลยได้จัดให้ลูกจ้างมีการสวมอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลแล้ว งานที่โจทก์ทั้งหกสิบหกทำจึงมิใช่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 23 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทั้งหกสิบหกมีเวลาทำงานปกติเพียงวันละ 7 ชั่วโมง 40 นาที ซึ่งไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง โจทก์ทั้งหกสิบหกจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000860.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12115 -
year
2547