คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8645/2547 ฉบับเต็ม

#113085
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8645/2547 นางแฉล้ม พุกดี โจทก์ นายอำนวย เผือกบางนา จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3), มาตรา 142, มาตรา 183, มาตรา 245, มาตรา 246 คดีมีประเด็นข้อพิพาท 4 ประเด็น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแพ้ในประเด็นที่ 1 ถึงที่ 3 และชนะในประเด็นที่ 4 จำเลยอุทธรณ์โดยบรรยายฟ้องอุทธรณ์เกี่ยวกับสามประเด็นที่แพ้ แต่มีคำขอท้ายอุทธรณ์เพียงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ประเด็นที่ 2 เพียงประเด็นเดียว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์ที่จะขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาในประเด็นที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 ซึ่งมาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ 2 เพียงข้อเดียว โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้ออื่นจึงชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,740,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,540,000 บาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาห้าปีกับนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่า 5 ปี จากจำเลยหรือไม่ โดยมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ในประเด็นข้ออื่น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาใหม่ นั้น ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า 1. โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองหรือไม่ 2. โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกิน 5 ปี หรือไม่ 3. โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยโดยชอบแล้วหรือไม่ และ 4. จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ได้รับชำระดอกเบี้ยจากจำเลยแล้ว เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์ฟ้องบังคับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม จึงไม่อยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 745 โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกิน 5 ปี ได้ โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยโดยชอบแล้ว และสัญญาจำนองไม่มีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนองจะต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ขาด ฉะนั้น ถ้านำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ เงินยังขาดอยู่เท่าใดจำเลยไม่ต้องรับผิด พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท ซึ่งเป็นต้นเงินตามสัญญากู้ยืม และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2532 ซึ่งเป็นวันที่กู้ยืมเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 มีนาคม 2541) ต้องไม่เกิน 1,540,000 บาท หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากเงินได้สุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด คำพิพากษาดังกล่าวเป็นการตัดสินให้จำเลยแพ้ในประเด็นที่ 1 ถึง ที่ 3 และชนะในประเด็นที่ 4 จำเลยอุทธรณ์โดยบรรยายฟ้องอุทธรณ์ถึงทั้งสามประเด็นที่แพ้ แต่มีคำขอท้ายอุทธรณ์เพียงว่า ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาเพียง 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์ที่จะขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาในประเด็นจำเลยผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ และการบอกกล่าวบังคับจำนองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อีกต่อไป คงต้องการให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาในประเด็นเรื่องดอกเบี้ยแต่เพียงข้อเดียว อุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 ซึ่งมาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นเรื่องดอกเบี้ยเพียงข้อเดียว โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้ออื่นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (ปัญญา ถนอมรอด-วรนาถ ภูมิถาวร-ชุติมา จงสงวน) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายสุขุม นามวิเศษ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอภิรัตน์ ลัดพลี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113085
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายสุขุม นามวิเศษ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายอภิรัตน์ ลัดพลี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082036758"
    }
}
date
2547
deka_no
8645/2547
deka_running_no
8645
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญา ถนอมรอด",
    "วรนาถ ภูมิถาวร",
    "ชุติมา จงสงวน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (3)",
            "ม. 142",
            "ม. 183",
            "ม. 245",
            "ม. 246"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางแฉล้ม พุกดี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอำนวย เผือกบางนา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,740,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,540,000 บาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาห้าปีกับนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่า 5 ปี จากจำเลยหรือไม่ โดยมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ในประเด็นข้ออื่น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาใหม่ นั้น ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า 1. โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองหรือไม่ 2. โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกิน 5 ปี หรือไม่ 3. โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยโดยชอบแล้วหรือไม่ และ 4. จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ได้รับชำระดอกเบี้ยจากจำเลยแล้ว เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์ฟ้องบังคับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม จึงไม่อยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 745 โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกิน 5 ปี ได้ โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยโดยชอบแล้ว และสัญญาจำนองไม่มีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนองจะต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ขาด ฉะนั้น ถ้านำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ เงินยังขาดอยู่เท่าใดจำเลยไม่ต้องรับผิด พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท ซึ่งเป็นต้นเงินตามสัญญากู้ยืม และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2532 ซึ่งเป็นวันที่กู้ยืมเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 มีนาคม 2541) ต้องไม่เกิน 1,540,000 บาท หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากเงินได้สุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด คำพิพากษาดังกล่าวเป็นการตัดสินให้จำเลยแพ้ในประเด็นที่ 1 ถึง ที่ 3 และชนะในประเด็นที่ 4 จำเลยอุทธรณ์โดยบรรยายฟ้องอุทธรณ์ถึงทั้งสามประเด็นที่แพ้ แต่มีคำขอท้ายอุทธรณ์เพียงว่า ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาเพียง 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์ที่จะขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาในประเด็นจำเลยผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ และการบอกกล่าวบังคับจำนองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อีกต่อไป คงต้องการให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาในประเด็นเรื่องดอกเบี้ยแต่เพียงข้อเดียว อุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 ซึ่งมาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นเรื่องดอกเบี้ยเพียงข้อเดียว โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้ออื่นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000866.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547