คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12456 -ที่ 12457/2547 ฉบับเต็ม

#113087
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12456 - 12457/2547 นางหลอด ครุฑกษัตริย์ไทย กับพวก โจทก์ นางแซว อันอาสา โจทก์ร่วม นางทองหยุ่น ครุฑกษัตริย์ไทย กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1612, มาตรา 1633, มาตรา 1739 ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกมี 7 คน การแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทต้องแบ่งกันตามที่แต่ละคนมีสิทธิได้รับ การที่ทายาทอื่นมิได้เรียกร้องมาด้วยนั้น จะถือว่าทายาทอื่นนั้นสละมรดกหาได้ไม่และจะแบ่งโดยเอาส่วนแบ่งทายาทอื่นไปให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมไม่ได้ โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคงได้ส่วนแบ่งคนละ 1 ใน 7 ส่วนเท่านั้น ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียว โดยให้เรียกชื่อคู่ความทั้งสองสำนวนตามเดิม โจทก์ทั้งสี่ฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 ระหว่างนายจันทร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเต่าและนางเคน ผู้ให้สัญญากับนายจันทร์ ผู้รับสัญญา และให้จำเลยทั้งสามแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ที่ 2 และที่ 4 คนละ 9 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา กับให้จำเลยทั้งสามคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 4 เพื่อดำเนินการแบ่งปันแก่ทายาทของนายเต่าและนายเคน และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 4 คนละ 275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ขอถอนฟ้องทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต นางแซว ยื่นคำร้องสอดขอให้แบ่งเงินที่นายจันทร์ได้จากการขายที่ดินมรดกให้ผู้ร้องสอดเป็นเงิน 275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันร้องสอดเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ กับขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 และให้จำเลยทั้งสามแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวให้ผู้ร้องสอดจำนวน 7 ไร่ 63 ตารางวา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง กับให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วม ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนแทนจำเลยทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 3,000 บาท โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35320 ให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 275,000 บาท กับให้เพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 แล้วแบ่งเป็น 4 ส่วน โดยให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 1 ส่วน ไม่เกินจากที่ขอ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หากไม่สามารถแบ่งที่ดินดังกล่าวได้ให้นำออกประมูลขายระหว่างทายาทหรือขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ได้มาชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมตามส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เจ้ามรดกมีบุตร 9 คน บุตร 2 คน คือนายลับกับนางเรียบถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกและไม่มีทายาท ส่วนนางเหลาถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดกแต่มีโจทก์ร่วมเป็นผู้รับมรดกแทนที่สำหรับนางด้วงมารดาโจทก์ที่ 4 เป็นบุตรเจ้ามรดกแต่ถึงแก่ความตายภายหลังที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งนายจันทร์เป็นผู้จัดการมรดก และในคดีดังกล่าวทายาทได้ตกลงกันว่า นายจันทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกยอมแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1719 ให้แก่พี่น้องซึ่งเป็นหญิงรวม 4 คน เป็นเนื้อที่ 30 ไร่ และแบ่งแยกที่ดินซึ่งพี่น้องต่างครอบครองเป็นสัดส่วนให้แก่ผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินนอกจากที่ตกลงกันดังกล่าวให้ตกเป็นสิทธิของนายจันทร์ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2535 และวันที่ 4 มีนาคม 2536 คดีหมายเลขแดงที่ 59 และ 342/2533 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา (อำเภอบัวใหญ่) หลังจากนั้นนายจันทร์ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และมารดาโจทก์ที่ 4 แล้ว สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 และ 35320 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดก นายจันทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนเป็นของตนเองเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2535 และได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 35320 นายจันทร์ได้ขายให้นางบังอรเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2538 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน และนายจันทร์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 275,000 บาท และแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 เป็น 4 ส่วน โดยให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 1 ส่วน นั้น ปรากฏว่า คดีนี้มีทายาทที่จะรับมรดกรวม 7 คน แม้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 3 และนางน้อยทายาทของเจ้ามรดกจะได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกไปบ้างตามข้อตกลงในรายงานกระบวนพิจารณาก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่าทรัพย์สินทั้งสองรายการดังกล่าวเป็นมรดกด้วยการแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทนั้นต้องแบ่งกันตามที่แต่ละคนมีสิทธิได้รับ การที่ทายาทอื่นมิได้เรียกร้องมาด้วยนั้น จะถือว่าทายาทอื่นผู้นั้นสละมรดกหาได้ไม่ และจะแบ่งโดยเอาส่วนของทายาทอื่นผู้นั้นไปให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมไม่ได้ ดังนั้นโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคงได้ส่วนแบ่งแต่เฉพาะส่วนของตนเพียงคนละ 1 ส่วน ใน 7 ส่วน เท่านั้น นอกจากนี้ยังปรากฏด้วยว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35320 จำนวน 1,100,000 บาท กับแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 ให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 1 ส่วน ใน 7 ส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (ชวลิต ยอดเณร-กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ-กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ) ศาลจังหวัดบัวใหญ่ - นายทิวิบูลย์ ปราการพิลาศ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113087
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดบัวใหญ่",
        "judge": "นายทิวิบูลย์ ปราการพิลาศ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082035980"
    }
}
date
2547
deka_no
12457/2547
deka_running_no
12457
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ยอดเณร",
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1612",
            "ม. 1633",
            "ม. 1739"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางหลอด ครุฑกษัตริย์ไทย กับพวก"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางแซว อันอาสา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางทองหยุ่น ครุฑกษัตริย์ไทย กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียว โดยให้เรียกชื่อคู่ความทั้งสองสำนวนตามเดิม

โจทก์ทั้งสี่ฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 ระหว่างนายจันทร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเต่าและนางเคน ผู้ให้สัญญากับนายจันทร์ ผู้รับสัญญา และให้จำเลยทั้งสามแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ที่ 2 และที่ 4 คนละ 9 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา กับให้จำเลยทั้งสามคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 4 เพื่อดำเนินการแบ่งปันแก่ทายาทของนายเต่าและนายเคน และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 4 คนละ 275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ขอถอนฟ้องทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต

นางแซว ยื่นคำร้องสอดขอให้แบ่งเงินที่นายจันทร์ได้จากการขายที่ดินมรดกให้ผู้ร้องสอดเป็นเงิน 275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันร้องสอดเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ กับขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 และให้จำเลยทั้งสามแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวให้ผู้ร้องสอดจำนวน 7 ไร่ 63 ตารางวา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าร่วมเป็นโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง กับให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วม ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนแทนจำเลยทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 3,000 บาท

โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35320 ให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 275,000 บาท กับให้เพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 แล้วแบ่งเป็น 4 ส่วน โดยให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 1 ส่วน ไม่เกินจากที่ขอ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หากไม่สามารถแบ่งที่ดินดังกล่าวได้ให้นำออกประมูลขายระหว่างทายาทหรือขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ได้มาชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมตามส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เจ้ามรดกมีบุตร 9 คน บุตร 2 คน คือนายลับกับนางเรียบถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกและไม่มีทายาท ส่วนนางเหลาถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดกแต่มีโจทก์ร่วมเป็นผู้รับมรดกแทนที่สำหรับนางด้วงมารดาโจทก์ที่ 4 เป็นบุตรเจ้ามรดกแต่ถึงแก่ความตายภายหลังที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งนายจันทร์เป็นผู้จัดการมรดก และในคดีดังกล่าวทายาทได้ตกลงกันว่า นายจันทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกยอมแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1719 ให้แก่พี่น้องซึ่งเป็นหญิงรวม 4 คน เป็นเนื้อที่ 30 ไร่ และแบ่งแยกที่ดินซึ่งพี่น้องต่างครอบครองเป็นสัดส่วนให้แก่ผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินนอกจากที่ตกลงกันดังกล่าวให้ตกเป็นสิทธิของนายจันทร์ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2535 และวันที่ 4 มีนาคม 2536 คดีหมายเลขแดงที่ 59 และ 342/2533 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา (อำเภอบัวใหญ่) หลังจากนั้นนายจันทร์ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และมารดาโจทก์ที่ 4 แล้ว สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 และ 35320 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดก นายจันทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนเป็นของตนเองเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2535 และได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 35320 นายจันทร์ได้ขายให้นางบังอรเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2538 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน และนายจันทร์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 275,000 บาท และแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 เป็น 4 ส่วน โดยให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 1 ส่วน นั้น ปรากฏว่า คดีนี้มีทายาทที่จะรับมรดกรวม 7 คน แม้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 3 และนางน้อยทายาทของเจ้ามรดกจะได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกไปบ้างตามข้อตกลงในรายงานกระบวนพิจารณาก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่าทรัพย์สินทั้งสองรายการดังกล่าวเป็นมรดกด้วยการแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทนั้นต้องแบ่งกันตามที่แต่ละคนมีสิทธิได้รับ การที่ทายาทอื่นมิได้เรียกร้องมาด้วยนั้น จะถือว่าทายาทอื่นผู้นั้นสละมรดกหาได้ไม่ และจะแบ่งโดยเอาส่วนของทายาทอื่นผู้นั้นไปให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมไม่ได้ ดังนั้นโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคงได้ส่วนแบ่งแต่เฉพาะส่วนของตนเพียงคนละ 1 ส่วน ใน 7 ส่วน เท่านั้น นอกจากนี้ยังปรากฏด้วยว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35320 จำนวน 1,100,000 บาท กับแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 ให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 1 ส่วน ใน 7 ส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000859.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12456 -
year
2547