คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 465/2548 ฉบับเต็ม

#113119
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 465/2548 นางฐิตินันท์ พั้วช่วย โจทก์ นายน้อย ก้อนดี โดยนางบุญมี ก้อนดี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 42 จำเลยถึงแก่กรรมขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับการเข้าเป็นคู่ความแทนที่ เมื่อ บ. ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนให้ได้ความว่าผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยจริงหรือไม่ แล้วส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อพิจารณาสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น แต่เนื่องจากคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรสั่งคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 สั่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้ว บ้าน สิ่งปลูกสร้างตลอดจนขนย้ายวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไปให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตั้งอยู่หมู่ที่ 11 ตำบลปากช่อง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 142 ไร่ 96 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ออกไปจากที่ดินพิพาทห้ามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 เมษายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากที่ดินพิพาท ให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยถึงแก่กรรมขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับการเข้าเป็นคู่ความแทนที่ เมื่อนางบุญมียื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนให้ได้ความว่าผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยจริงหรือไม่แล้วส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อพิจารณาสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น แต่เนื่องจากคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรสั่งคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 สั่ง ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าผู้ร้องเป็นภริยาจำเลยจึงเป็นทายาทจำเลยและผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยย่อมเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะได้ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้นางบุญมีเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ? พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาทแทนโจทก์ (สมบัติ อรรถพิมล-วสันต์ ตรีสุวรรณ-วิบูลย์ นนทสูติ) ศาลจังหวัดหล่มสัก - นายวิธูร คลองมีคุณ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายจรูญ ชีวิตโสภณ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113119
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดหล่มสัก",
        "judge": "นายวิธูร คลองมีคุณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายจรูญ ชีวิตโสภณ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082035370"
    }
}
date
2548
deka_no
465/2548
deka_running_no
465
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สมบัติ อรรถพิมล",
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ",
    "วิบูลย์ นนทสูติ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 42"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางฐิตินันท์ พั้วช่วย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายน้อย ก้อนดี โดยนางบุญมี ก้อนดี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้ว บ้าน สิ่งปลูกสร้างตลอดจนขนย้ายวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไปให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตั้งอยู่หมู่ที่ 11 ตำบลปากช่อง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 142 ไร่ 96 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ออกไปจากที่ดินพิพาทห้ามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 เมษายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากที่ดินพิพาท ให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยถึงแก่กรรมขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับการเข้าเป็นคู่ความแทนที่ เมื่อนางบุญมียื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนให้ได้ความว่าผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยจริงหรือไม่แล้วส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อพิจารณาสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น แต่เนื่องจากคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรสั่งคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 สั่ง ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าผู้ร้องเป็นภริยาจำเลยจึงเป็นทายาทจำเลยและผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยย่อมเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะได้ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้นางบุญมีเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ?

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาทแทนโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000854.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548