คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1692/2548 ฉบับเต็ม

#113133
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1692/2548 นายสัมฤทธิ์ สมปาน โจทก์ นางพุทธา พุฒพันธ์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 850, มาตรา 852, มาตรา 1612, มาตรา 1750 ป.วิ.พ. มาตรา 249 โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ล. สละมรดกส่วนของตนให้แก่โจทก์เท่านั้น คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องการแบ่งปันมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกมาตรา 1750 ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ บันทึกคำให้การของศาลชั้นต้นที่ ล. ตอบทนายโจทก์ซักถามว่า "ที่ดินส่วนที่เหลือเป็นสิทธิของข้าฯ ที่จะได้ 5 ไร่ นั้น ข้าฯ ได้ยกให้เป็นของโจทก์แล้ว ข้าฯ ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องอีก" ข้อความดังกล่าวไม่ใช่การสละมรดก เพราะการสละมรดกตามความหมายใน ป.พ.พ. มาตรา 1612 ต้องเป็นการสละส่วนของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้แก่ทายาทคนใด ทั้งบันทึกคำให้การฉบับดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาของ ล. ฝ่ายเดียว ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1612 โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินมรดกส่วนของ ล. ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 และเลขที่ 34447 ตำบลดูน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ 10 ไร่ 32 ตารางวา และเนื้อที่ 5 ไร่ ตามลำดับ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในโฉนดทั้งสองแปลงเป็นชื่อโจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม มิฉะนั้นให้โจทก์มีสิทธินำที่ดินดังกล่าวขายทอดตลาดนำเงินไปชำระแก่โจทก์ และมีคำสั่งกำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้มรดกรายนี้โดยให้ตกแก่โจทก์ผู้เดียว จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 และเลขที่ 34447 สองในสามส่วนของแต่ละแปลง ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิข้างต้น หากไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งแก่โจทก์ตามส่วนดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า โจทก์ นายล้อมและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายลุนและนางไข่ ที่ดินพิพาทเป็นของนางไข่ เมื่อปี 2476 นางไข่ถึงแก่ความตาย และปี 2495 นายลุนถึงแก่ความตาย ต่อมาปี 2508 นางล้อมแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และปี 2512 โจทก์รับราชการเป็นครูและย้ายไปประจำอยู่ที่บ้านผักขะย่าใหญ่ ตำบลโพธิ์ อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เมื่อปี 2522 ทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1888 ตำบลดูน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำขอของจำเลยที่ 1 ต่อมาปี 2533 สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขากันทรารมย์ ได้เปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ดังกล่าวเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2474 ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อปี 2538 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาททางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 6 ไร่ ในราคา 3,300,000 บาท แล้วแบ่งเงินให้แก่โจทก์กับนายล้อมคนละ 1,100,000 บาท จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 ส่วนที่เหลือเนื้อที่ 15 ไร่ 32 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาท เนื้อที่ 5 ไร่ เป็นโฉนดเลขที่ 34447 โอนให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ปัญหาว่าที่โจทก์ขอให้พิพากษาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทสองในสามส่วนของแต่ละแปลง โดยศาลชั้นต้นเห็นว่าบันทึกคำให้การของนายล้อม ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 มีผลผูกพันนายล้อม เนื่องจากมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความระหว่างทายาทผู้มีสิทธิ จึงมีผลบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 850, 852 และมาตรา 1750 ทำให้ที่ดินพิพาทส่วนของนายล้อมตกแก่โจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่านายล้อมสละมรดกส่วนของตนให้แก่โจทก์เท่านั้น คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องการแบ่งปันมรดกตามมาตรา 1750 การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกมาตรา 1750 ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ บันทึกคำให้การที่ศาลชั้นต้นอ้างดังกล่าว นายล้อมตอบทนายโจทก์ซักถามว่า "ที่ดินส่วนที่เหลือที่เป็นสิทธิ์ของข้าฯ ที่จะได้ 5 ไร่ นั้น ข้าฯ ได้ยกให้เป็นของโจทก์แล้ว ข้าฯ ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องอีก" ข้อความดังกล่าวไม่ใช่การสละมรดก เพราะการสละมรดกตามความหมายใน ป.พ.พ. มาตรา 1612 ต้องเป็นการสละส่วนของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้แก่ทายาทคนใด ทั้งบันทึกคำให้การฉบับดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาของนายล้อมฝ่ายเดียว ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1612 โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินมรดกส่วนของนายล้อม พิพากษากลับเป็นว่า โจทก์มีสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 และเลขที่ 34447 หนึ่งในสามส่วนของแต่ละแปลง ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิ สำหรับการแบ่งที่ดินนั้นให้เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (ทวีวัฒน์ แดงทองดี-พลรัตน์ ประทุมทาน-เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์) ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นางสาวเนาวรัตน์ อัชฌายกชาติ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายกิจชัย จิตธารารักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113133
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดศรีสะเกษ",
        "judge": "นางสาวเนาวรัตน์ อัชฌายกชาติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายกิจชัย จิตธารารักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082033771"
    }
}
date
2548
deka_no
1692/2548
deka_running_no
1692
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี",
    "พลรัตน์ ประทุมทาน",
    "เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 850",
            "ม. 852",
            "ม. 1612",
            "ม. 1750"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสัมฤทธิ์ สมปาน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางพุทธา พุฒพันธ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 และเลขที่ 34447 ตำบลดูน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ 10 ไร่ 32 ตารางวา และเนื้อที่ 5 ไร่ ตามลำดับ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในโฉนดทั้งสองแปลงเป็นชื่อโจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม มิฉะนั้นให้โจทก์มีสิทธินำที่ดินดังกล่าวขายทอดตลาดนำเงินไปชำระแก่โจทก์ และมีคำสั่งกำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้มรดกรายนี้โดยให้ตกแก่โจทก์ผู้เดียว

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 และเลขที่ 34447 สองในสามส่วนของแต่ละแปลง ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิข้างต้น หากไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งแก่โจทก์ตามส่วนดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า โจทก์ นายล้อมและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายลุนและนางไข่ ที่ดินพิพาทเป็นของนางไข่ เมื่อปี 2476 นางไข่ถึงแก่ความตาย และปี 2495 นายลุนถึงแก่ความตาย ต่อมาปี 2508 นางล้อมแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และปี 2512 โจทก์รับราชการเป็นครูและย้ายไปประจำอยู่ที่บ้านผักขะย่าใหญ่ ตำบลโพธิ์ อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เมื่อปี 2522 ทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1888 ตำบลดูน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำขอของจำเลยที่ 1 ต่อมาปี 2533 สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขากันทรารมย์ ได้เปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ดังกล่าวเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2474 ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อปี 2538 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาททางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 6 ไร่ ในราคา 3,300,000 บาท แล้วแบ่งเงินให้แก่โจทก์กับนายล้อมคนละ 1,100,000 บาท จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 ส่วนที่เหลือเนื้อที่ 15 ไร่ 32 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาท เนื้อที่ 5 ไร่ เป็นโฉนดเลขที่ 34447 โอนให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1

ปัญหาว่าที่โจทก์ขอให้พิพากษาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทสองในสามส่วนของแต่ละแปลง โดยศาลชั้นต้นเห็นว่าบันทึกคำให้การของนายล้อม ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 มีผลผูกพันนายล้อม เนื่องจากมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความระหว่างทายาทผู้มีสิทธิ จึงมีผลบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 850, 852 และมาตรา 1750 ทำให้ที่ดินพิพาทส่วนของนายล้อมตกแก่โจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่านายล้อมสละมรดกส่วนของตนให้แก่โจทก์เท่านั้น คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องการแบ่งปันมรดกตามมาตรา 1750 การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกมาตรา 1750 ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ

บันทึกคำให้การที่ศาลชั้นต้นอ้างดังกล่าว นายล้อมตอบทนายโจทก์ซักถามว่า "ที่ดินส่วนที่เหลือที่เป็นสิทธิ์ของข้าฯ ที่จะได้ 5 ไร่ นั้น ข้าฯ ได้ยกให้เป็นของโจทก์แล้ว ข้าฯ ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องอีก" ข้อความดังกล่าวไม่ใช่การสละมรดก เพราะการสละมรดกตามความหมายใน ป.พ.พ. มาตรา 1612 ต้องเป็นการสละส่วนของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้แก่ทายาทคนใด ทั้งบันทึกคำให้การฉบับดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาของนายล้อมฝ่ายเดียว ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1612 โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินมรดกส่วนของนายล้อม

พิพากษากลับเป็นว่า โจทก์มีสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 และเลขที่ 34447 หนึ่งในสามส่วนของแต่ละแปลง ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิ สำหรับการแบ่งที่ดินนั้นให้เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000839.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548