คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7125/2547 ฉบับเต็ม

#113155
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7125/2547 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทเร่งพัฒนาขนส่ง จำกัด ผู้ร้อง บริษัทกรุงไทย สตีล อินดัสทรี จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 250, มาตรา 259, มาตรา 267, มาตรา 1377 ป.วิ.พ. มาตรา 287, มาตรา 289 ผู้ร้องรับสินค้าเหล็กพิพาทลงเรือลำเลียงและลากเรือลำเลียงไปลอยลำไว้ในความดูแลเพื่อรอคำสั่งจากโจทก์และจำเลยให้ทำการขนส่งต่อไป จึงย่อมมีสิทธิยึดหน่วงเหล็กพิพาทไว้จนกว่าจะได้รับชำระค่าระวางพาหนะและอุปกรณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่รับสินค้าไว้ในความดูแล โดยสามารถใช้สิทธินี้ยันต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งตามใบตราส่งที่ออกไว้สำหรับการขนส่งเหล็กพิพาทครั้งนี้ได้ การที่สินค้าเหล็กพิพาทได้ถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรอายัดและตกอยู่ภายใต้อารักขาของเจ้าหน้าที่ศุลกากรก่อนการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้มีสิทธิที่จะได้รับ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ยังไม่ได้ดำเนินการตามพิธีการศุลกากรให้เสร็จสิ้น ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องมีเจตนาสละการครอบครองหรือเจตนาไม่ยึดถือเหล็กพิพาทไว้ต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 และ มาตรา 250 เมื่อผู้ร้องยังมีสิทธิยึดหน่วงสินค้าอยู่ แม้ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้ยึดเหล็กพิพาทนั้นไว้เพื่อเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ไม่ทำให้สิทธิยึดหน่วงของผู้ร้องสูญสิ้นไปเช่นกัน นอกจากผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องยังมีบุริมสิทธิเหนือสินค้าเหล็กนี้ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 259 และมาตรา 267 สำหรับเอาค่าระวางพาหนะในการรับขน กับทั้งค่าใช้จ่ายอันเป็นอุปกรณ์และเป็นบุริมสิทธิมีอยู่เหนือของอันอยู่ในมือของผู้ขนส่ง ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิในมูลรับขนก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในมูลหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ___________________________ คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำเลยชำระหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 112,993,086.35 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเหล็กบิลเล็ต (เหล็กแท่งตัน) ของจำเลย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึด โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผู้ร้องมีบุริมสิทธิพิเศษในมูลหนี้รับขนของสินค้าเหล็กพิพาทจำนวน 11,830,417 บาท ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวน 11,830,417 บาท ก่อนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ วินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิยึดหน่วงและมีบุริมสิทธิในมูลรับขนหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องตกลงรับสินค้าเหล็กพิพาทไว้ในความดูแลเพื่อรอทำการขนส่งต่อไปโดยชอบ จึงย่อมมีสิทธิยึดหน่วงเหล็กพิพาทไว้จนกว่าจะได้รับชำระค่าระวางพาหนะและอุปกรณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่รับสินค้าไว้ในความดูแล ผู้ร้องสามารถใช้สิทธินี้ยันต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งตามใบตราส่งที่ออกไว้สำหรับการขนส่งเหล็กพิพาทครั้งนี้ได้ การที่สินค้าเหล็กได้ถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรอายัดและตกอยู่ภายใต้อารักขาของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ก่อนการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้มีสิทธิที่จะได้รับเนื่องจากเป็นสินค้าที่ยังไม่ได้ดำเนินการตามพิธีการศุลกากรให้เสร็จสิ้น ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องมีเจตนาสละการครอบครองหรือเจตนาไม่ยึดถือเหล็กพิพาทไว้ต่อไปตามมาตรา 1377 แห่ง ป.พ.พ. ที่ว่า "ถ้าผู้ครอบครองสละเจตนาครอบครองหรือไม่ยึดถือทรัพย์สินต่อไป การครอบครองย่อมสุดสิ้นลง" หากเป็นการต้องจำยอมให้สินค้าเหล็กตกอยู่ภายใต้อารักขาของเจ้าหน้าที่ศุลกากรไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ศุลกากร กรณีจึงไม่ทำให้การครองทรัพย์สินของผู้ร้องสูญสิ้นไปอันทำให้สิทธิยึดหน่วงต้องระงับสิ้นไปด้วย ตามมาตรา 250 แห่ง ป.พ.พ. ที่ว่า "ถ้าการครองทรัพย์สินสูญสิ้นไป สิทธิยึดหน่วงก็เป็นอันระงับไปด้วย" เมื่อผู้ร้องยังมีสิทธิยึดหน่วงสินค้าอยู่ แม้ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้ยึดเหล็กพิพาทนั้นไว้เพื่อเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็ไม่ทำให้สิทธิยึดหน่วงของผู้ร้องสูญสิ้นไปเช่นกัน นอกจากผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องยังมีบุริมสิทธิเหนือสินค้าเหล็กนั้นด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 259 ที่บัญญัติว่า "ถ้ามีหนี้อยู่เป็นคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลอย่างหนึ่งอย่างใดดังจะกล่าวต่อไปนี้ บุคคลนั้นย่อมมีบุริมสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่างของลูกหนี้ คือ ... (3) รับขนคนโดยสารหรือของ ..." และตามมาตรา 267 ที่บัญญัติว่า "บุริมสิทธิในมูลรับขนนั้นใช้สำหรับเอาค่าระวางพาหนะในการรับขนคนโดยสารหรือของกับทั้งค่าใช้จ่าย อันเป็นอุปกรณ์และเป็นบุริมสิทธิมีอยู่เหนือของและเครื่องเดินทางทั้งหมดอันอยู่ในมือของผู้ขนส่ง" ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิในมูลรับขนก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในมูลหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาให้ผู้ร้องมีบุริมสิทธิเหนือสินค้าเหล็กพิพาท เพื่อเอาชำระหนี้ค่าระวางพาหนะกับค่าใช้จ่ายอันเป็นอุปกรณ์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน. (ประชา ประสงค์จรรยา-กำพล ภู่สุดแสวง-สุรชาติ บุญศิริพันธ์) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ - นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113155
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ",
        "judge": "นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082037896"
    }
}
date
2547
deka_no
7125/2547
deka_running_no
7125
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ประชา ประสงค์จรรยา",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 250",
            "ม. 259",
            "ม. 267",
            "ม. 1377"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 287",
            "ม. 289"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทเร่งพัฒนาขนส่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทกรุงไทย สตีล อินดัสทรี จำกัด"
    }
]
long_text
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำเลยชำระหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 112,993,086.35 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเหล็กบิลเล็ต (เหล็กแท่งตัน) ของจำเลย

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึด

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผู้ร้องมีบุริมสิทธิพิเศษในมูลหนี้รับขนของสินค้าเหล็กพิพาทจำนวน 11,830,417 บาท ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวน 11,830,417 บาท ก่อนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ วินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิยึดหน่วงและมีบุริมสิทธิในมูลรับขนหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องตกลงรับสินค้าเหล็กพิพาทไว้ในความดูแลเพื่อรอทำการขนส่งต่อไปโดยชอบ จึงย่อมมีสิทธิยึดหน่วงเหล็กพิพาทไว้จนกว่าจะได้รับชำระค่าระวางพาหนะและอุปกรณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่รับสินค้าไว้ในความดูแล ผู้ร้องสามารถใช้สิทธินี้ยันต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งตามใบตราส่งที่ออกไว้สำหรับการขนส่งเหล็กพิพาทครั้งนี้ได้ การที่สินค้าเหล็กได้ถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรอายัดและตกอยู่ภายใต้อารักขาของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ก่อนการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้มีสิทธิที่จะได้รับเนื่องจากเป็นสินค้าที่ยังไม่ได้ดำเนินการตามพิธีการศุลกากรให้เสร็จสิ้น ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องมีเจตนาสละการครอบครองหรือเจตนาไม่ยึดถือเหล็กพิพาทไว้ต่อไปตามมาตรา 1377 แห่ง ป.พ.พ. ที่ว่า "ถ้าผู้ครอบครองสละเจตนาครอบครองหรือไม่ยึดถือทรัพย์สินต่อไป การครอบครองย่อมสุดสิ้นลง" หากเป็นการต้องจำยอมให้สินค้าเหล็กตกอยู่ภายใต้อารักขาของเจ้าหน้าที่ศุลกากรไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ศุลกากร กรณีจึงไม่ทำให้การครองทรัพย์สินของผู้ร้องสูญสิ้นไปอันทำให้สิทธิยึดหน่วงต้องระงับสิ้นไปด้วย ตามมาตรา 250 แห่ง ป.พ.พ. ที่ว่า "ถ้าการครองทรัพย์สินสูญสิ้นไป สิทธิยึดหน่วงก็เป็นอันระงับไปด้วย" เมื่อผู้ร้องยังมีสิทธิยึดหน่วงสินค้าอยู่ แม้ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้ยึดเหล็กพิพาทนั้นไว้เพื่อเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็ไม่ทำให้สิทธิยึดหน่วงของผู้ร้องสูญสิ้นไปเช่นกัน นอกจากผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องยังมีบุริมสิทธิเหนือสินค้าเหล็กนั้นด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 259 ที่บัญญัติว่า "ถ้ามีหนี้อยู่เป็นคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลอย่างหนึ่งอย่างใดดังจะกล่าวต่อไปนี้ บุคคลนั้นย่อมมีบุริมสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่างของลูกหนี้ คือ ... (3) รับขนคนโดยสารหรือของ ..." และตามมาตรา 267 ที่บัญญัติว่า "บุริมสิทธิในมูลรับขนนั้นใช้สำหรับเอาค่าระวางพาหนะในการรับขนคนโดยสารหรือของกับทั้งค่าใช้จ่าย อันเป็นอุปกรณ์และเป็นบุริมสิทธิมีอยู่เหนือของและเครื่องเดินทางทั้งหมดอันอยู่ในมือของผู้ขนส่ง" ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิในมูลรับขนก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในมูลหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาให้ผู้ร้องมีบุริมสิทธิเหนือสินค้าเหล็กพิพาท เพื่อเอาชำระหนี้ค่าระวางพาหนะกับค่าใช้จ่ายอันเป็นอุปกรณ์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000876.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547