คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2344/2548 ฉบับเต็ม

#113165
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2344/2548 นายดำเกิงหรือโสภัณฑ์ ผลิพัฒน์ โจทก์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 3, มาตรา 9 และ (4) พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน และเรียกค่าเสียหาย ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น โจทก์กับพวกต่างเคยนำคดีในทำนองเดียวกันกับคดีนี้ไปฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นขอให้จำเลยในคดีนี้ร่วมกับกรมป่าไม้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนในผลตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องโจทก์กับพวกไว้พิจารณา โดยวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่ผู้ฟ้องยื่นฟ้องพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ มาตรา 51 ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ซึ่งเป็นความเห็นพ้องกับศาลปกครองสูงสุด กรณีมิใช่มีความเห็นแตกต่างกัน ศาลชั้นต้นไม่จำต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. วินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฯ มาตรา 10 และมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นกระทรวงในรัฐบาลมีสภาพเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการป่าไม้ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 โจทก์และจำเลยทำสัญญาสัมปทานโดยจำเลยอนุญาตให้โจทก์ทำไม้ป่าชายเลนในป่า ต่อมาอธิบดีกรมป่าไม้มีคำสั่งให้โจทก์ระงับการทำไม้ป่าชายเลนตามเงื่อนไขสัมปทานไว้ก่อน แต่การยกเลิกสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 68 ทวิ เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มิใช่อำนาจของอธิบดีกรมป่าไม้ เมื่อจำเลยโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ยอมดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 (4) แต่เหตุพิพาทคดีนี้เกิดขึ้นก่อนศาลปกครองกลางเปิดทำการ และศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 9 ว่า ศาลยุติธรรมมีอำนาจชำระคดีผิดสัญญาสัมปทาน หากศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมก็ขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคท้าย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า คดีของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 3 จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 (4) มิใช่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม โจทก์นำคดีพิพาทนี้ฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 130/2546 ไม่รับคำฟ้องของโจทก์เนื่องจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีล่วงพ้นกำหนดเวลาฟ้องคดีตามมาตรา 51 กรณีไม่มีเหตุที่จะส่งเรื่องนี้ไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าคดีของโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้และต่อมาในวันนัดพร้อม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมเป็นไม่รับฟ้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้โจทก์ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องไว้แล้วเป็นไม่รับฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ขอให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน และเรียกค่าเสียหาย ย่อมเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ศาลปกครองจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 (4) ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นโจทก์กับพวกรวม 12 คน ต่างเคยนำคดีในทำนองเดียวกันกับคดีนี้ไปฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นขอให้จำเลยในคดีนี้ร่วมกับกรมป่าไม้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนในผลตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องโจทก์กับพวกไว้พิจารณา โดยวินิจฉัยว่า คดีโจทก์กับพวกเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดขึ้นก่อนศาลปกครองเปิดทำการ และยังไม่พ้นกำหนดเวลาการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม แต่การนำคดีดังกล่าวมาฟ้องต่อศาลปกครองต้องเริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่ศาลปกครองเปิดทำการ ดังนั้น ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 51 จากนั้นโจทก์จึงนำคดีดังกล่าวของตนมาฟ้องต่อศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นมีความเห็นว่าคดีโจทก์ อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ไม่จำต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 เพราะศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยแล้วว่าคดีโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่มีคำสั่งถึงที่สุดไม่รับฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลว่าพ้นกำหนดเวลาฟ้องคดี ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้มีความเห็นพ้องกับศาลปกครองสูงสุด กรณีมิใช่มีความเห็นแตกต่างกัน ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องไว้แล้วเป็นไม่รับฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (เรวัตร อิศราภรณ์-วิชัย วิวิตเสวี-พลรัตน์ ประทุมทาน) ศาลจังหวัดกระบี่ - นายวันดี ถิ่นวงษ์ม่อม ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113165
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกระบี่",
        "judge": "นายวันดี ถิ่นวงษ์ม่อม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082032696"
    }
}
date
2548
deka_no
2344/2548
deka_running_no
2344
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "พลรัตน์ ประทุมทาน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 3",
            "ม. 9 และ (4)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 10"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายดำเกิงหรือโสภัณฑ์ ผลิพัฒน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กระทรวงเกษตรและสหกรณ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นกระทรวงในรัฐบาลมีสภาพเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการป่าไม้ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 โจทก์และจำเลยทำสัญญาสัมปทานโดยจำเลยอนุญาตให้โจทก์ทำไม้ป่าชายเลนในป่า ต่อมาอธิบดีกรมป่าไม้มีคำสั่งให้โจทก์ระงับการทำไม้ป่าชายเลนตามเงื่อนไขสัมปทานไว้ก่อน แต่การยกเลิกสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 68 ทวิ เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มิใช่อำนาจของอธิบดีกรมป่าไม้ เมื่อจำเลยโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ยอมดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 (4) แต่เหตุพิพาทคดีนี้เกิดขึ้นก่อนศาลปกครองกลางเปิดทำการ และศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 9 ว่า ศาลยุติธรรมมีอำนาจชำระคดีผิดสัญญาสัมปทาน หากศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมก็ขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคท้าย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า คดีของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 3 จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 (4) มิใช่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม โจทก์นำคดีพิพาทนี้ฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 130/2546 ไม่รับคำฟ้องของโจทก์เนื่องจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีล่วงพ้นกำหนดเวลาฟ้องคดีตามมาตรา 51 กรณีไม่มีเหตุที่จะส่งเรื่องนี้ไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าคดีของโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้และต่อมาในวันนัดพร้อม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมเป็นไม่รับฟ้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องไว้แล้วเป็นไม่รับฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ขอให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน และเรียกค่าเสียหาย ย่อมเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ศาลปกครองจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 (4) ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นโจทก์กับพวกรวม 12 คน ต่างเคยนำคดีในทำนองเดียวกันกับคดีนี้ไปฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นขอให้จำเลยในคดีนี้ร่วมกับกรมป่าไม้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนในผลตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องโจทก์กับพวกไว้พิจารณา โดยวินิจฉัยว่า คดีโจทก์กับพวกเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดขึ้นก่อนศาลปกครองเปิดทำการ และยังไม่พ้นกำหนดเวลาการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม แต่การนำคดีดังกล่าวมาฟ้องต่อศาลปกครองต้องเริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่ศาลปกครองเปิดทำการ ดังนั้น ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 51 จากนั้นโจทก์จึงนำคดีดังกล่าวของตนมาฟ้องต่อศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นมีความเห็นว่าคดีโจทก์ อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ไม่จำต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 เพราะศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยแล้วว่าคดีโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่มีคำสั่งถึงที่สุดไม่รับฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลว่าพ้นกำหนดเวลาฟ้องคดี ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้มีความเห็นพ้องกับศาลปกครองสูงสุด กรณีมิใช่มีความเห็นแตกต่างกัน ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องไว้แล้วเป็นไม่รับฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000829.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548