คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2335/2548 ฉบับเต็ม

#113168
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2335/2548 นายศิริชัย สุวรรณปาล โจทก์ นายศรดนัย แก้วสวัสดิ์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง จำเลยกู้เงินโจทก์ไป 500,000 บาท ต่อมาจำเลยได้ติดต่อขอกู้เงินโจทก์อีก 4,000,000 บาท แล้วโจทก์กับจำเลยได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโดยระบุรวมเอาจำนวนเงิน 500,000 บาท ที่จำเลยกู้จากโจทก์ไปก่อนหน้านั้นเข้าไว้ด้วย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,500,000 บาท แม้การกู้เงินกันจำนวน 4,000,000 บาท ในภายหลังจะไม่เกิดขึ้น หนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวก็ยังมีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ในหนี้จำนวน 500,000 บาท ที่มีการกู้ยืมกันจริง และถือว่าโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีในหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 500,000 บาท แล้วตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 587,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยส่งมอบเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขามีนบุรี ฉบับเลขที่ 1391586 คืนแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้เงินและรับเงินจำนวน 4,500,000 บาท ตามฟ้องของโจทก์ จำเลยไม่มีความจำเป็นต้องนำเงินไปเสียค่าใช้จ่ายในการขออนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินให้แก่ลูกค้าเป็นจำนวนถึง 500,000 บาท สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม โจทก์นำเอาสัญญากู้ยืมที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ไปกรอกข้อความเองโดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 587,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยส่งมอบเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขามีนบุรี เลขที่ 1391586 คืนแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 4,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2540 จำเลยได้ติดต่อขอกู้เงินจากโจทก์จำนวน 4,000,000 บาท โจทก์ตกลงโดยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขามีนบุรี เลขที่ 1391586 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2540 จำนวนเงิน 4,000,000 บาท และต้นขั้วเช็คมอบให้แก่จำเลย และจำเลยได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน และสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยมีนบุรี เลขที่ 0141755 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2541 จำนวนเงิน 6,400,000 บาท มอบให้แก่โจทก์ไว้ ต่อมาจำเลยได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเนื่องจากโจทก์มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย จำเลยจึงติดต่อขอหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน และเช็คของจำเลยคืนจากโจทก์ แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจนครบาลนิมิตรใหม่ไว้เป็นหลักฐาน คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อฟังได้ว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไป 500,000 บาท และต่อมาจำเลยได้ติดต่อจะขอกู้เงินโจทก์อีกจำนวน 4,000,000 บาท แล้วโจทก์กับจำเลยได้ทำหลักฐานการกู้ยืมตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโดยระบุรวมเอาจำนวนเงิน 500,000 บาทที่จำเลยกู้จากโจทก์ไปก่อนหน้านั้นเข้าไว้ด้วย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,500,000 บาท ดังที่ปรากฏในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ดังนั้นแม้การกู้เงินกับจำนวน 4,000,000 บาท ในภายหลังจะไม่เกิดขึ้น หนังสือสัญญากู้ยืมเงินก็ยังมีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ในหนี้จำนวน 500,000 บาทที่มีการกู้ยืมกันจริง โดยเอกสารหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวหาใช่เป็นเอกสารปลอมแต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงอ้างเอกสารนั้นมาเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ถือว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีในหนี้เงินกู้ยืมจำนวนเงิน 500,000 บาทแล้วตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ตามฟ้องนั้นชอบแล้ว พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ 4,000 บาท. (หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล-สบโชค สุขารมณ์-เรวัตร อิศราภรณ์) ศาลชั้นต้น - นายสุรพันธ์ เจริญกิตติ ศาลอุทธรณ์ - นายคมวุฒิ บุรีธนวัต แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113168
courts
[
    {
        "court": "ศาลชั้นต้น",
        "judge": "นายสุรพันธ์ เจริญกิตติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายคมวุฒิ บุรีธนวัต"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082032789"
    }
}
date
2548
deka_no
2335/2548
deka_running_no
2335
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล",
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "เรวัตร อิศราภรณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 653 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายศิริชัย สุวรรณปาล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายศรดนัย แก้วสวัสดิ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 587,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยส่งมอบเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขามีนบุรี ฉบับเลขที่ 1391586 คืนแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้เงินและรับเงินจำนวน 4,500,000 บาท ตามฟ้องของโจทก์ จำเลยไม่มีความจำเป็นต้องนำเงินไปเสียค่าใช้จ่ายในการขออนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินให้แก่ลูกค้าเป็นจำนวนถึง 500,000 บาท สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม โจทก์นำเอาสัญญากู้ยืมที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ไปกรอกข้อความเองโดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 587,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยส่งมอบเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขามีนบุรี เลขที่ 1391586 คืนแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 4,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2540 จำเลยได้ติดต่อขอกู้เงินจากโจทก์จำนวน 4,000,000 บาท โจทก์ตกลงโดยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขามีนบุรี เลขที่ 1391586 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2540 จำนวนเงิน 4,000,000 บาท และต้นขั้วเช็คมอบให้แก่จำเลย และจำเลยได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน และสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยมีนบุรี เลขที่ 0141755 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2541 จำนวนเงิน 6,400,000 บาท มอบให้แก่โจทก์ไว้ ต่อมาจำเลยได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเนื่องจากโจทก์มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย จำเลยจึงติดต่อขอหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน และเช็คของจำเลยคืนจากโจทก์ แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจนครบาลนิมิตรใหม่ไว้เป็นหลักฐาน คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อฟังได้ว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไป 500,000 บาท และต่อมาจำเลยได้ติดต่อจะขอกู้เงินโจทก์อีกจำนวน 4,000,000 บาท แล้วโจทก์กับจำเลยได้ทำหลักฐานการกู้ยืมตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโดยระบุรวมเอาจำนวนเงิน 500,000 บาทที่จำเลยกู้จากโจทก์ไปก่อนหน้านั้นเข้าไว้ด้วย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,500,000 บาท ดังที่ปรากฏในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ดังนั้นแม้การกู้เงินกับจำนวน 4,000,000 บาท ในภายหลังจะไม่เกิดขึ้น หนังสือสัญญากู้ยืมเงินก็ยังมีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ในหนี้จำนวน 500,000 บาทที่มีการกู้ยืมกันจริง โดยเอกสารหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวหาใช่เป็นเอกสารปลอมแต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงอ้างเอกสารนั้นมาเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ถือว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีในหนี้เงินกู้ยืมจำนวนเงิน 500,000 บาทแล้วตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ตามฟ้องนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ 4,000 บาท.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000830.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548