คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4083/2548 ฉบับเต็ม

#113169
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4083/2548 พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด โจทก์ นายวานิต บุ่งเสน่ห์ จำเลย ป.อ. มาตรา 90 การที่จำเลยไล่กอดปล้ำกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่ยังไม่สำเร็จความใคร่ แล้วจำเลยบังคับให้ผู้เสียหายใช้ปากกับอวัยวะเพศของจำเลยจนจำเลยสำเร็จความใคร่ การกระทำของจำเลยทุกขั้นตอนดังกล่าวเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องในคราวเดียวกันโดยความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายนั่นเอง การกระทำอนาจารจึงเป็นการกระทำที่รวมอยู่ในการกระทำชำเรา ไม่อาจแยกออกเป็นการกระทำต่างกรรมต่างเจตนา การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานกระทำชำเราซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277, 279, 317, 91 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก, 279 วรรคสอง และ 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุก 7 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 7 ปี รวมจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเรากับความผิดฐานกระทำอนาจารเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 7 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ (ที่ถูกพรากเด็ก) ไปเพื่อการอนาจารแล้วเป็นจำคุก 14 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยเฉพาะในความผิดข้อหาฐานกระทำชำเราและข้อหาฐานกระทำอนาจารเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้เมื่อไล่กอดปล้ำพร้อมทั้งขู่ว่าจะใช้มีดทำร้ายกระทั่งผู้เสียหายจนมุมถูกจำเลยกดตัวแนบพื้นดิน ถอดกางเกงนอกและกางเกงในออกจากตัวผู้เสียหาย จับถ่างขาออกจากกัน สอดอวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ชักออกดันเข้าอยู่พักหนึ่ง อันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายสำเร็จตามเจตนาแล้ว แต่พื้นฐานของเจตนากระทำชำเรานั้นย่อมเกิดจากแรงบันดาลใจที่ผู้กระทำประสงค์จะระบายอารมณ์ทางเพศต่อเนื้อตัวร่างกายของหญิงผู้ถูกกระทำชำเราด้วย ดังจะเห็นได้จากพฤติการณ์ที่จำเลยไล่กอดปล้ำผู้เสียหายก่อน แล้วจึงจับตัวกดแนบพื้น ถอดกางเกงนอกและกางเกงในจับถ่างขาออกจากกัน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่กระทำอนาจารต่อเนื้อตัวร่างกายของผู้เสียหายไม่แตกต่างจากการที่จำเลยบังคับให้ผู้เสียหายอมและดูดอวัยวะเพศของจำเลยในเวลาต่อมาจนกระทั่งสำเร็จความใคร่อันเป็นขั้นตอนท้ายสุด การกระทำของจำเลยทุกขั้นตอนดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเป็นคราวเดียวกันโดยความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายนั่นเอง การกระทำอนาจารจึงเป็นการกระทำที่รวมอยู่ในการกระทำชำเราโดยธรรมชาติ ไม่อาจแยกออกเป็นการกระทำต่างกรรมต่างเจตนาดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทจึงชอบแล้ว พิพากษายืน. (ธนพจน์ อารยลักษณ์-โนรี จันทร์ทร-จิระ โชติพงศ์) ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายธีรธร จุฑาทิพย์ชาติกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสิงห์พล ละอองมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113169
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด",
        "judge": "นายธีรธร จุฑาทิพย์ชาติกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสิงห์พล ละอองมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082030673"
    }
}
date
2548
deka_no
4083/2548
deka_running_no
4083
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ธนพจน์ อารยลักษณ์",
    "โนรี จันทร์ทร",
    "จิระ โชติพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวานิต บุ่งเสน่ห์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277, 279, 317, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก, 279 วรรคสอง และ 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุก 7 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 7 ปี รวมจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเรากับความผิดฐานกระทำอนาจารเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 7 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ (ที่ถูกพรากเด็ก) ไปเพื่อการอนาจารแล้วเป็นจำคุก 14 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยเฉพาะในความผิดข้อหาฐานกระทำชำเราและข้อหาฐานกระทำอนาจารเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้เมื่อไล่กอดปล้ำพร้อมทั้งขู่ว่าจะใช้มีดทำร้ายกระทั่งผู้เสียหายจนมุมถูกจำเลยกดตัวแนบพื้นดิน ถอดกางเกงนอกและกางเกงในออกจากตัวผู้เสียหาย จับถ่างขาออกจากกัน สอดอวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ชักออกดันเข้าอยู่พักหนึ่ง อันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายสำเร็จตามเจตนาแล้ว แต่พื้นฐานของเจตนากระทำชำเรานั้นย่อมเกิดจากแรงบันดาลใจที่ผู้กระทำประสงค์จะระบายอารมณ์ทางเพศต่อเนื้อตัวร่างกายของหญิงผู้ถูกกระทำชำเราด้วย ดังจะเห็นได้จากพฤติการณ์ที่จำเลยไล่กอดปล้ำผู้เสียหายก่อน แล้วจึงจับตัวกดแนบพื้น ถอดกางเกงนอกและกางเกงในจับถ่างขาออกจากกัน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่กระทำอนาจารต่อเนื้อตัวร่างกายของผู้เสียหายไม่แตกต่างจากการที่จำเลยบังคับให้ผู้เสียหายอมและดูดอวัยวะเพศของจำเลยในเวลาต่อมาจนกระทั่งสำเร็จความใคร่อันเป็นขั้นตอนท้ายสุด การกระทำของจำเลยทุกขั้นตอนดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเป็นคราวเดียวกันโดยความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายนั่นเอง การกระทำอนาจารจึงเป็นการกระทำที่รวมอยู่ในการกระทำชำเราโดยธรรมชาติ ไม่อาจแยกออกเป็นการกระทำต่างกรรมต่างเจตนาดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000811.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548