คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1399/2548 ฉบับเต็ม

#113188
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1399/2548 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี โจทก์ นายนคร วรรณทวี จำเลย ป.อ. มาตรา 95 ป.ที่ดิน มาตรา 9 (1), มาตรา 108 ทวิ ความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินโดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมมีขึ้น ตั้งแต่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองและยังคงมีอยู่ตลอดเวลาที่จำเลยครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์อยู่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะที่โจทก์ฟ้อง จำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่ดินอยู่ แม้จำเลยจะครอบครองมานานเกิน 10 ปี คดีของโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดิน โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ขอให้ลงโทษตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9,108 ทวิ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 6,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี และปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้กระทงละ 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดเวลา 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยตกลงกันเป็นเวลา 25 ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดิน สาธารณสมบัติประโยชน์ของแผ่นดิน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องเป็นกรรมเดียว ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยอายุ 64 ปี การคุมประพฤติและทำกิจกรรมบริการสังคมไม่เหมาะแก่จำเลย ให้เพิกถอนเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดิน โดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมมีขึ้นตั้งแต่จำเลยเข้ายึดครอบครองและยังคงมีอยู่ตลอดเวลาที่จำเลยครอบครองที่ดิน สาธารณประโยชน์อยู่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่ดินอยู่ แม้จำเลย จะครอบครองมานานเกิน 10 ปี คดีของโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (สถิตย์ ทาวุฒิ-จรัส พวงมณี-นินนาท สาครรัตน์) ศาลแขวงอุบลราชธานี - นายศิริชัย สุวรรณแสน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายฐานันท์ วรรณโกวิท แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113188
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงอุบลราชธานี",
        "judge": "นายศิริชัย สุวรรณแสน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายฐานันท์ วรรณโกวิท"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082034417"
    }
}
date
2548
deka_no
1399/2548
deka_running_no
1399
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "จรัส พวงมณี",
    "นินนาท สาครรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 95"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายที่ดิน",
        "law_abbr": "ป.ที่ดิน",
        "sections": [
            "ม. 9 (1)",
            "ม. 108 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนคร วรรณทวี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดิน โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ขอให้ลงโทษตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9,108 ทวิ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 6,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี และปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้กระทงละ 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดเวลา 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยตกลงกันเป็นเวลา 25 ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดิน สาธารณสมบัติประโยชน์ของแผ่นดิน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องเป็นกรรมเดียว ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยอายุ 64 ปี การคุมประพฤติและทำกิจกรรมบริการสังคมไม่เหมาะแก่จำเลย ให้เพิกถอนเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดิน โดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมมีขึ้นตั้งแต่จำเลยเข้ายึดครอบครองและยังคงมีอยู่ตลอดเวลาที่จำเลยครอบครองที่ดิน สาธารณประโยชน์อยู่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่ดินอยู่ แม้จำเลย จะครอบครองมานานเกิน 10 ปี คดีของโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000845.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548