คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2358/2548 ฉบับเต็ม

#113214
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2358/2548 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางสาวเพ็ญพรรณ วงศ์วัฒนันท์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิใช่บุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว โจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยมิใช่บุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จะพิจารณาปัญหาตามฎีกาของจำเลยก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ส่วนปัญหาว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือไม่ จะต้องไปว่ากันในคดีแพ่งต่อไป ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายบรรเจิดมอบอำนาจช่วงให้นายอาภากรณ์เป็นผู้ฟ้องคดีแทนโจทก์โดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์บังคับขายหลักทรัพย์ของจำเลยและนำเงินที่ได้จากการขายกับเงินปันผลมาชำระหนี้ที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์แล้ว จำเลยมียอดหนี้ขายขาดทุนค้างชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 12,825,698.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยในแต่ละวันที่ขายขาดทุนในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จนถึงวันฟ้อง รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 14,345,900.49 บาท หนี้ดังกล่าวกำหนดจำนวนได้แน่นอนและถึงกำหนดชำระแล้ว แต่จำเลยมีทรัพย์มากกว่าหนี้เงินจำนวนที่โจทก์อ้างเป็นเหตุฟ้องจำเลยล้มละลาย จำเลยจึงมิใช่บุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามที่โจทก์ฟ้อง พิพากษายกฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญแห่งคดีนี้มีอยู่ว่าจำเลยซึ่งถูกฟ้องขอให้ล้มละลายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิใช่บุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว คดีจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยถึงมูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อันอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเพียงใดอีก การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ซึ่งอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนจำนวน 14,345,900.49 บาท จึงเป็นการวินิจฉัยเกินเลยไปในประเด็นที่ไม่จำต้องยกขึ้นชี้ขาดดังกล่าว ทั้งหาทำให้ผลแห่งคำพิพากษาคดีนี้เปลี่ยนแปลงไปไม่ แล้วพิพากษายืนในผลที่ให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์สมควรวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมียอดหนี้ค้างชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 12,825,698.77 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าจำเลยมีทรัพย์มากกว่าหนี้เงินจำนวนที่โจทก์อ้างเป็นเหตุฟ้องจำเลยล้มละลาย จำเลยจึงมิใช่บุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์ การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยมิใช่บุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว การที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น แม้จะพิจารณาปัญหาตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ส่วนปัญหาว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือไม่จะต้องไปว่ากันในคดีแพ่งต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยในเรื่องที่ว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงชอบแล้ว พิพากษายืน. (ไพโรจน์ วายุภาพ-สมชาย พงษธา-อุดมศักดิ์ นิติมนตรี) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลาย - นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113214
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลาย",
        "judge": "นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082032692"
    }
}
date
2548
deka_no
2358/2548
deka_running_no
2358
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "สมชาย พงษธา",
    "อุดมศักดิ์ นิติมนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 14"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวเพ็ญพรรณ วงศ์วัฒนันท์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายบรรเจิดมอบอำนาจช่วงให้นายอาภากรณ์เป็นผู้ฟ้องคดีแทนโจทก์โดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์บังคับขายหลักทรัพย์ของจำเลยและนำเงินที่ได้จากการขายกับเงินปันผลมาชำระหนี้ที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์แล้ว จำเลยมียอดหนี้ขายขาดทุนค้างชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 12,825,698.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยในแต่ละวันที่ขายขาดทุนในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จนถึงวันฟ้อง รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 14,345,900.49 บาท หนี้ดังกล่าวกำหนดจำนวนได้แน่นอนและถึงกำหนดชำระแล้ว แต่จำเลยมีทรัพย์มากกว่าหนี้เงินจำนวนที่โจทก์อ้างเป็นเหตุฟ้องจำเลยล้มละลาย จำเลยจึงมิใช่บุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามที่โจทก์ฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญแห่งคดีนี้มีอยู่ว่าจำเลยซึ่งถูกฟ้องขอให้ล้มละลายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิใช่บุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว คดีจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยถึงมูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อันอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเพียงใดอีก การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ซึ่งอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนจำนวน 14,345,900.49 บาท จึงเป็นการวินิจฉัยเกินเลยไปในประเด็นที่ไม่จำต้องยกขึ้นชี้ขาดดังกล่าว ทั้งหาทำให้ผลแห่งคำพิพากษาคดีนี้เปลี่ยนแปลงไปไม่ แล้วพิพากษายืนในผลที่ให้ยกฟ้องโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์สมควรวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมียอดหนี้ค้างชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 12,825,698.77 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าจำเลยมีทรัพย์มากกว่าหนี้เงินจำนวนที่โจทก์อ้างเป็นเหตุฟ้องจำเลยล้มละลาย จำเลยจึงมิใช่บุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์ การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยมิใช่บุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว การที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น แม้จะพิจารณาปัญหาตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ส่วนปัญหาว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือไม่จะต้องไปว่ากันในคดีแพ่งต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยในเรื่องที่ว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000829.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548