ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10325/2546
บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
โจทก์
นายเอกชัย แสงอาวุธ
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 863, มาตรา 880
ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง, มาตรา 249 วรรคหนึ่ง, มาตรา 249 วรรคสอง
รถยนต์ที่โจทก์รับประกันไว้ นาย ส.ค. เป็นผู้เช่าซื้อ โดยมี นาย ส.พ. เป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อ ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชอบแต่ผู้เดียวในบรรดาอุบัติเหตุที่เกิดจากการใช้รถยนต์ ส่วนตามสัญญาค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันจำต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อด้วยในฐานะลูกหนี้ร่วม นาย ส.พ. ผู้ค้ำประกันจึงมีส่วนได้เสียในความเสียหายของรถยนต์คันดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัยตามสัญญาค้ำประกัน สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์และนาย ส.พ. จึงมีผลผูกพันตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
ปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ แม้จะมิได้หยิบยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 แล้วเกิดเฉี่ยวชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยทั้งสองฝ่ายประมาทพอ ๆ กัน หรือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แล้วพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็หาได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทหรือไม่ และจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างซึ่งขับรถไปในทางการที่จ้างหรือไม่ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 510,569 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 330,667 บาท โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายส่วนที่ยังขาดอยู่อีก 179,902 บาท แก่โจทก์ ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นฎีกา จึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเพียงฝ่ายเดียว เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญารับประกันรถยนต์บรรทุกไว้จากนายสมพล จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 87 - 4759 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 87 - 4759 กรุงเทพมหานคร ในทางการที่จ้างหรือทางการอันมีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงและขับแซงรถยนต์ซึ่งแล่นนำหน้าในบริเวณที่เกิดเหตุอันเป็นทางโค้งห้ามแซง แล่นล้ำช่องเดินรถสวน เป็นเหตุให้รถคันที่จำเลยที่ 1 ขับพุ่งเข้าเฉี่ยวชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย เป็นเหตุให้คนขับรถคันดังกล่าวถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ลากรถและนำรถคันที่รับประกันภัยไว้ไปซ่อมแซม ต้องเสียค่าใช้จ่าย โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิในค่าเสียหายดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิด และจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างหรือในฐานะตัวการของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมกันรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 510,569 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 496,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นเจ้าของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 87 - 4759 กรุงเทพมหานคร ในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นแต่เพียงผู้เช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากผู้มีชื่อ และในระหว่างเกิดเหตุจำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าว เนื่องจากได้ให้ผู้มีชื่อเช่าไป นอกจากนั้นจำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างและไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 1 วันเกิดเหตุมีผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 87 - 4759 กรุงเทพมหานคร เฉี่ยวชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้จริง แต่ผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าวจะใช่จำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 2 ไม่ทราบและเหตุที่รถเฉี่ยวชนกันขึ้นเกิดจากความประมาทของคนขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทน ได้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไปในทางการที่จ้างของนายสมพล ผู้เอาประกันภัย และจากการที่รถเฉี่ยวชนกันทำให้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 87 - 4759 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยที่ 2 เช่าซื้อมาได้รับความเสียหายหลายรายการ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้เช่าซื้อ ได้ซ่อมแซมรถยนต์คันดังกล่าวต้องเสียค่าซ่อมแซมเป็นเงิน 265,698 บาท จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย หากเสียหายก็ไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 265,698 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 87 - 4759 กรุงเทพมหานคร และเป็นนายจ้างซึ่งใช้จ้างวานให้จำเลยที่ 1 ขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ในขณะเกิดเหตุ เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 มิใช่ความประมาทของคนขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ จำเลยที่ 2 มิได้จ่ายค่าซ่อมแซมรถเป็นเงิน 265,698 บาท เนื่องจากรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 87 - 4759 กรุงเทพมหานคร เสียหายไม่เกิน 20,000 บาท ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ก่อนสืบพยาน โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกนางพรพรหม รอดแก้ว เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต
จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมมิใช่นายจ้างและมิได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 จ้างวานให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 87 - 4759 กรุงเทพมหานคร จำเลยร่วมเป็นแต่เพียงผู้ส่งสินค้าไปกับรถยนต์คันดังกล่าวเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยร่วม เพราะนายสมพลไม่ใช่เจ้าของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 5671 นครศรีธรรมราช จึงไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะนำรถยนต์คันดังกล่าวไปทำสัญญาประกันภัยไว้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่รถยนต์คันดังกล่าว แม้โจทก์จะซ่อมแซมรถยนต์คันดังกล่าว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิรับช่วงสิทธิจากนายสมพลจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 330,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ
โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ แม้ปัญหาดังกล่าวจะมิได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ และเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า รถยนต์คันเกิดเหตุที่โจทก์รับประกันภัยไว้ นายสมคิดเป็นผู้เช่าซื้อ โดยมีนายสมพลเป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อแล้วนายสมพลนำรถยนต์คันดังกล่าวประกันภัยไว้กับโจทก์ ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อระบุว่าตลอดเวลาการเช่าซื้อนี้ ผู้เช่าซื้อจะรับผิดชอบทั้งปวงแต่ผู้เดียวในบรรดาอุบัติเหตุ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทั้งหลายที่เกิดจากการใช้รถยนต์ของผู้เช่าซื้อหรือบุคคลใด ๆ ส่วนสัญญาค้ำประกันยังระบุว่า ผู้ค้ำประกันยอมร่วมรับผิดกับผู้เช่าซื้อในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม จากข้อความดังกล่าวเมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อไปเกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหายในระหว่างอายุสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น และนายสมพลในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อด้วยในฐานะลูกหนี้ร่วม ดังนั้นนายสมพลจึงมีส่วนได้เสียในความเสียหายของรถยนต์คันดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัยตามสัญญาค้ำประกัน สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์และนายสมพลจึงมีผลผูกพันตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทหรือไม่ และจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างซึ่งขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 แล้วเกิดเฉี่ยวชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ โดยทั้งสองฝ่ายประมาทพอ ๆ กันหรือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แล้วพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็หาได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมเป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยร่วมเป็นเจ้าของสินค้าในรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 บรรทุกมา เมื่อเกิดเหตุเฉี่ยวชนแล้วจำเลยร่วมไปเจรจาเรื่องค่าเสียหายด้วยซึ่งต้องถือว่าจำเลยร่วมและจำเลยที่ 2 ร่วมกันเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดร่วมกัน เห็นว่า โจทก์มีเพียงนายเชฏษ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความอ้างว่า จำเลยร่วมเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีหลักฐานใดมาประกอบเป็นแต่คำกล่าวอ้างลอย ๆ ข้อที่ว่าจำเลยร่วมเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 หรือไม่ นั้น โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง เมื่อจำเลยร่วมให้การปฏิเสธภาระในการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์ การที่โจทก์นำสืบกล่าวอ้างลอย ๆ เมื่อจำเลยร่วมปฏิเสธย่อมเท่ากับว่าโจทก์ไม่สามารถนำสืบว่าจำเลยร่วมเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยร่วมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า เหตุที่รถยนต์ทั้งสองคันเกิดเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 510,569 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 330,667 บาท ค่าเสียหายส่วนที่โจทก์ไม่ได้รับเต็มตามคำขอท้ายฟ้องเป็นเงิน 179,902 บาท เมื่อโจทก์ฎีกาว่าเหตุเฉี่ยวชนเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่ฝ่ายเดียวเท่ากับขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายส่วนที่ยังขาดอยู่อีก 179,902 บาท แก่โจทก์ ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นฎีกาจึงไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ประมาทด้วยกันทั้งสองฝ่าย โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเพียงฝ่ายเดียว เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
(มานะ ศุภวิริยกุล-สายันต์ สุรสมภพ-สุภิญโญ ชยารักษ์)
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ - นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายปกรณ์ บุญญกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ