คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3412/2548 ฉบับเต็ม

#113255
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3412/2548 ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทประสานมิตรธุรกิจ จำกัด กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9, มาตรา 154 แม้ระหว่างพิจารณาคดีล้มละลายของศาลชั้นต้นโจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสองไปยังบริษัท บ. ทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้หมดไปในระหว่างพิจารณาแล้วก็ตาม แต่ในขณะยื่นฟ้องโจทก์เป็นผู้มีสิทธิยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ มาตรา 9 ซึ่งเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายที่จะนำทรัพย์สินของลูกหนี้มาจัดสรรชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เหล่านั้น หาใช่เป็นการฟ้องบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงไม่ และเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองไว้ชั่วคราวแล้ว หากศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่สิทธิของโจทก์สิ้นไปในระหว่างพิจารณาก็จะต้องดำเนินการโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันเพื่อให้เจ้าหนี้ทั้งหลายทราบล่วงหน้าก่อนไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้เจ้าหนี้ดังกล่าวยื่นคำร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์เดิมได้เช่นเดียวกับเหตุตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ มาตรา 154 แต่เมื่อปรากฏว่าต่อมาในระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้นได้มีการยกเลิกการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับบริษัท บ. เนื่องจากมีเหตุขัดข้องในการโอน โดยบริษัท บ. ได้โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวคืนแก่โจทก์แล้ว เช่นนี้โจทก์จึงยังคงมีสถานะเป็นเจ้าหนี้มีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองต่อไปได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องว่า ได้รับโอนกิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน และภาระผูกพันทั้งหมด รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองในคดีนี้ด้วย จึงขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาตให้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า แม้จะรับฟังได้ความว่าในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ได้มีการโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสองไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์แม็กซ์ จำกัด แล้วก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าขณะที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายนั้น โจทก์มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยทั้งสองและฐานะของโจทก์ในขณะยื่นคำฟ้อง โจทก์เป็นผู้มีสิทธิยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองได้ตามหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 เมื่อการฟ้องคดีล้มละลายนั้นเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายในอันที่จะนำทรัพย์สินของลูกหนี้มาจัดสรรจำหน่ายเพื่อแบ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เหล่านั้น หาใช่เป็นการฟ้องบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจง การที่สิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้หมดไปในระหว่างพิจารณา เนื่องจากโจทก์ได้ทำนิติกรรมโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์แม็กซ์ จำกัด แต่เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองไว้ชั่วคราวแล้ว ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่สิทธิของโจทก์สิ้นไปในระหว่างพิจารณาจะต้องดำเนินการโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันเพื่อให้เจ้าหนี้ทั้งหลายได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้เจ้าหนี้ทั้งหลายได้ยื่นคำร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์เดิมตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 154 และต่อมาในระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้นนั้นเองปรากฏว่าได้มีการยกเลิกการโอนสิทธิเรียกร้องเนื่องจากมีเหตุขัดข้องในการโอนบริษัทบริหารสินทรัพย์แม็กซ์ จำกัด ได้โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวคืนแก่โจทก์ เช่นนี้โจทก์จึงยังคงมีสถานะเป็นเจ้าหนี้มีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองต่อไปได้ พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร. (พีรพล จันทร์สว่าง-สมชาย พงษธา-วัฒนชัย โชติชูตระกูล) ศาลแพ่ง - นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์ ศาลอุทธรณ์ - นายพีรพล พิชยวัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113255
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายพีรพล พิชยวัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082031437"
    }
}
date
2548
deka_no
3412/2548
deka_running_no
3412
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "พีรพล จันทร์สว่าง",
    "สมชาย พงษธา",
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 9",
            "ม. 154"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทประสานมิตรธุรกิจ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองชั่วคราว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องว่า ได้รับโอนกิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน และภาระผูกพันทั้งหมด รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองในคดีนี้ด้วย จึงขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาตให้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า แม้จะรับฟังได้ความว่าในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ได้มีการโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสองไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์แม็กซ์ จำกัด แล้วก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าขณะที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายนั้น โจทก์มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยทั้งสองและฐานะของโจทก์ในขณะยื่นคำฟ้อง โจทก์เป็นผู้มีสิทธิยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองได้ตามหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 เมื่อการฟ้องคดีล้มละลายนั้นเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายในอันที่จะนำทรัพย์สินของลูกหนี้มาจัดสรรจำหน่ายเพื่อแบ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เหล่านั้น หาใช่เป็นการฟ้องบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจง การที่สิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้หมดไปในระหว่างพิจารณา เนื่องจากโจทก์ได้ทำนิติกรรมโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์แม็กซ์ จำกัด แต่เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองไว้ชั่วคราวแล้ว ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่สิทธิของโจทก์สิ้นไปในระหว่างพิจารณาจะต้องดำเนินการโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันเพื่อให้เจ้าหนี้ทั้งหลายได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้เจ้าหนี้ทั้งหลายได้ยื่นคำร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์เดิมตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 154 และต่อมาในระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้นนั้นเองปรากฏว่าได้มีการยกเลิกการโอนสิทธิเรียกร้องเนื่องจากมีเหตุขัดข้องในการโอนบริษัทบริหารสินทรัพย์แม็กซ์ จำกัด ได้โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวคืนแก่โจทก์ เช่นนี้โจทก์จึงยังคงมีสถานะเป็นเจ้าหนี้มีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองต่อไปได้

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000818.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548