คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2548 ฉบับเต็ม

#113263
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2548 บริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดแม่สายศิลา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคสอง โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยนำสืบว่ามีการทำสัญญาประกันภัยและระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 จำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากจำเลยผู้เอาประกันภัย ภายในกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี นับแต่มีการทำสัญญาประกันภัย ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 113,402.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 98,611 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 98,611 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 กรกฎาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า? ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคสอง เพราะมีการทำสัญญาประกันภัยวันที่ 6 มิถุนายน 2539 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 29 กรกฎาคม 2541 เป็นเวลาเกินกว่า 2 ปี นั้น เห็นว่า เฉพาะการประกันภัยรถยนต์บรรทุกเท่านั้นที่โจทก์นำสืบว่ามีการทำสัญญาประกันภัยและระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 6 มิถุนายน 2539 ส่วนการประกันภัยรถยนต์กระบะโจทก์นำสืบว่ามีการทำสัญญาประกันภัยและระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 โดยจำเลยทั้งสามมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์กระบะจึงยังไม่เกินระยะเวลา 2 ปี นับแต่มีการทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กระบะดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 22,765 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (สมศักดิ์ เนตรมัย-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์-สุภิญโญ ชยารักษ์) ศาลจังหวัดเชียงราย - นายธีระนันท์ คุณารัตน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113263
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงราย",
        "judge": "นายธีระนันท์ คุณารัตน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082035368"
    }
}
date
2548
deka_no
468/2548
deka_running_no
468
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์",
    "สุภิญโญ ชยารักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 882 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดแม่สายศิลา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 113,402.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 98,611 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 98,611 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 กรกฎาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า?

ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคสอง เพราะมีการทำสัญญาประกันภัยวันที่ 6 มิถุนายน 2539 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 29 กรกฎาคม 2541 เป็นเวลาเกินกว่า 2 ปี นั้น เห็นว่า เฉพาะการประกันภัยรถยนต์บรรทุกเท่านั้นที่โจทก์นำสืบว่ามีการทำสัญญาประกันภัยและระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 6 มิถุนายน 2539 ส่วนการประกันภัยรถยนต์กระบะโจทก์นำสืบว่ามีการทำสัญญาประกันภัยและระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 โดยจำเลยทั้งสามมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์กระบะจึงยังไม่เกินระยะเวลา 2 ปี นับแต่มีการทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กระบะดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 22,765 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000854.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548