คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1024/2547 ฉบับเต็ม

#113302
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1024/2547 พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ นายวันชัย คำมี โจทก์ร่วม นายสุชาติ อารีญาติ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 59 วรรคสอง, มาตรา 80, มาตรา 83, มาตรา 295 จำเลยทั้งเก้าร่วมกันจุดประทัดโยนขว้างใส่ขบวนผ้าป่าซึ่งโจทก์ร่วมได้ร่วมขบวนมาด้วย และประทัดที่พวกจำเลยจุดได้เกิดระเบิดถูกตาซ้ายของโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งเก้าย่อมทราบดีว่าประทัดเป็นดอกไม้เพลิงซึ่งสามารถทำอันตรายแก่ร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บได้ ทั้งย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเมื่อจำเลยทั้งเก้าจุดประทัดโยนขว้างใส่โจทก์ร่วม เมื่อประทัดเกิดระเบิด โจทก์ร่วมย่อมได้รับอันตราย ถือได้ว่าจำเลยทั้งเก้าทุกคนมีเจตนาทำร้ายโจทก์ร่วมโดยย่อมเล็งเห็นผล แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่ทราบและนำสืบให้ได้ความว่าประทัดดอกใดจำเลยคนใดเป็นผู้จุดแล้วโยนขว้างใส่โจทก์ร่วมอันเป็นเหตุทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายก็ตาม ก็มีผลเพียงจะลงโทษจำเลยทั้งเก้าฐานทำร้ายร่างกายไม่ได้เท่านั้น คงลงโทษได้เพียงฐานพยายามทำร้ายร่างกาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 295, 297, 83 จำเลยทั้งเก้าให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายวันชัย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเก้ามีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบด้วยมาตรา 80 จำคุกคนละ 4 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 6 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 จากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ต่างจุดประทัดโยนใส่ขบวนผ้าป่าก็ตาม แต่ตามฟ้องบรรยายชัดว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 กับพวกร่วมกันจุดสายชนวนประทัดแล้วโยนใส่โจทก์ร่วม แรงระเบิดของประทัดทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส แสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 กับพวกที่จุดประทัดดอกที่เกิดเหตุเพียงดอกเดียวเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ต่างจุดประทัดดอกอื่น จึงมิใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ฐานพยายามทำร้ายร่ายกายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 อีกต่อไป พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามฟ้องที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณามิใช่ข้อสาระสำคัญ และจำเลยทั้งเก้ามิได้หลงข้อต่อสู้สำหรับประเด็นที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 อุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัย จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 7 จากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ฎีกาว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งเก้ามีเจตนาร่วมกันในการจุดประทัดและโยนประทัดดอกที่เกิดเหตุใส่โจทก์ร่วม โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบเพียงว่าประทัดถูกโยนมาจากกลุ่มของจำเลยเท่านั้น โดยมิได้นำสืบให้เห็นชัดว่าจำเลยคนใดจุดและโยนประทัดขว้างใส่โจทก์ร่วมจึงเป็นกรณีที่น่าสงสัยว่าจำเลยทั้งเก้าจะมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดทุกคนหรือไม่ และจะเหมารวมว่าจำเลยทุกคนมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดโดยโยนประทัดขว้างใส่โจทก์ร่วมหาได้ไม่นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังได้ว่า จำเลยทั้งเก้าได้ร่วมกันจุดประทัดโยนใส่ขบวนผ้าป่าซึ่งโจทก์ร่วมได้ร่วมขบวนมาด้วย และประทัดที่พวกจำเลยจุดได้เกิดระเบิดถูกตาซ้ายของโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กาย เห็นว่า จำเลยทั้งเก้าย่อมทราบดีว่าประทัดเป็นดอกไม้เพลิงซึ่งสามารถทำอันตรายแก่ร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บได้ ทั้งจำเลยทั้งเก้าย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเมื่อจำเลยทั้งเก้าจุดประทัดโยนขว้างใส่โจทก์ร่วม เมื่อประทัดเกิดระเบิด โจทก์ร่วมย่อมได้รับอันตราย ถือได้ว่าจำเลยทั้งเก้าทุกคนมีเจตนาทำร้ายโจทก์ร่วมโดยย่อมเล็งเห็นผล แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่ทราบและนำสืบให้ได้ความว่าประทัดดอกใดจำเลยคนใดเป็นผู้จุดแล้วโยนขว้างใส่โจทก์ร่วมอันเป็นเหตุทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายก็ตาม ก็มีผลเพียงจะลงโทษจำเลยทั้งเก้าฐานทำร้ายร่างกายไม่ได้เท่านั้น คงลงโทษได้เพียงฐานพยายามทำร้ายร่างกาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (วิชัย เหลืองวิไล-ปัญญา สุทธิบดี-สถิตย์ อรรถบลยุคล) ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นายพรชัย ชินตาปัญญากุล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113302
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชัยภูมิ",
        "judge": "นายพรชัย ชินตาปัญญากุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041619"
    }
}
date
2547
deka_no
1024/2547
deka_running_no
1024
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "วิชัย เหลืองวิไล",
    "ปัญญา สุทธิบดี",
    "สถิตย์ อรรถบลยุคล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59 วรรคสอง",
            "ม. 80",
            "ม. 83",
            "ม. 295"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายวันชัย คำมี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุชาติ อารีญาติ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 295, 297, 83

จำเลยทั้งเก้าให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายวันชัย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเก้ามีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบด้วยมาตรา 80 จำคุกคนละ 4 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 6 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 จากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ต่างจุดประทัดโยนใส่ขบวนผ้าป่าก็ตาม แต่ตามฟ้องบรรยายชัดว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 กับพวกร่วมกันจุดสายชนวนประทัดแล้วโยนใส่โจทก์ร่วม แรงระเบิดของประทัดทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส แสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 กับพวกที่จุดประทัดดอกที่เกิดเหตุเพียงดอกเดียวเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ต่างจุดประทัดดอกอื่น จึงมิใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ฐานพยายามทำร้ายร่ายกายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 อีกต่อไป พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามฟ้องที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณามิใช่ข้อสาระสำคัญ และจำเลยทั้งเก้ามิได้หลงข้อต่อสู้สำหรับประเด็นที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 อุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัย จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 7 จากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ฎีกาว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งเก้ามีเจตนาร่วมกันในการจุดประทัดและโยนประทัดดอกที่เกิดเหตุใส่โจทก์ร่วม โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบเพียงว่าประทัดถูกโยนมาจากกลุ่มของจำเลยเท่านั้น โดยมิได้นำสืบให้เห็นชัดว่าจำเลยคนใดจุดและโยนประทัดขว้างใส่โจทก์ร่วมจึงเป็นกรณีที่น่าสงสัยว่าจำเลยทั้งเก้าจะมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดทุกคนหรือไม่ และจะเหมารวมว่าจำเลยทุกคนมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดโดยโยนประทัดขว้างใส่โจทก์ร่วมหาได้ไม่นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังได้ว่า จำเลยทั้งเก้าได้ร่วมกันจุดประทัดโยนใส่ขบวนผ้าป่าซึ่งโจทก์ร่วมได้ร่วมขบวนมาด้วย และประทัดที่พวกจำเลยจุดได้เกิดระเบิดถูกตาซ้ายของโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กาย เห็นว่า จำเลยทั้งเก้าย่อมทราบดีว่าประทัดเป็นดอกไม้เพลิงซึ่งสามารถทำอันตรายแก่ร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บได้ ทั้งจำเลยทั้งเก้าย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเมื่อจำเลยทั้งเก้าจุดประทัดโยนขว้างใส่โจทก์ร่วม เมื่อประทัดเกิดระเบิด โจทก์ร่วมย่อมได้รับอันตราย ถือได้ว่าจำเลยทั้งเก้าทุกคนมีเจตนาทำร้ายโจทก์ร่วมโดยย่อมเล็งเห็นผล แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่ทราบและนำสืบให้ได้ความว่าประทัดดอกใดจำเลยคนใดเป็นผู้จุดแล้วโยนขว้างใส่โจทก์ร่วมอันเป็นเหตุทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายก็ตาม ก็มีผลเพียงจะลงโทษจำเลยทั้งเก้าฐานทำร้ายร่างกายไม่ได้เท่านั้น คงลงโทษได้เพียงฐานพยายามทำร้ายร่างกาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000910.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547