คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3812/2547 ฉบับเต็ม

#113336
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3812/2547 นายไกรวุฒิ ชีวะสวัสดิ์ โจทก์ บริษัทการ์ดฟอร์ซ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31, มาตรา 35, มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ลูกจ้างฟ้องเรียกให้นายจ้างชำระค่าจ้าง ลูกจ้างต้องบรรยายฟ้องมาให้ชัดแจ้งว่าค่าจ้างจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นค่าจ้างประเภทใด เพื่อที่นายจ้างจะได้ให้การต่อสู้ได้ว่าค่าจ้างจำนวนดังกล่าวลูกจ้างมีสิทธิได้รับจริงและนายจ้างยังมิได้ชำระหรือไม่ ฉะนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าคอมมิชชั่นที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากผลงานขายของลูกทีมโดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า ลูกทีมดังกล่าวมีใครบ้าง และแต่ละคนมีผลงานขายเท่าใด พอที่จำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้ได้ ฟ้องของโจทก์ส่วนนี้จึงเคลือบคลุม ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้เป็นนายหน้าติดต่อให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายและติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิดกับธนาคารตามโครงการดีบีเอสไทยทนุ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ยังไม่ได้รับเงินค่าคอมมิชชั่นโครงการดังกล่าว จึงเป็นการอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่ศาลแรงงานกลางฟังไว้ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงาน ฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้เลิกจ้างโจทก์ ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนาเลิกจ้างโจทก์แต่เป็นเรื่องที่โจทก์สมัครใจลาออกเอง จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าคอมมิชชั่นจำนวน 1,246,249 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วันด้วย ให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินค่าคอมมิชชั่นจำนวน 1,311,655.53 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วันด้วย และให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 5,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การร่วมกันว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 278,100 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ในการที่ลูกจ้างจะเรียกให้นายจ้างชำระค่าจ้างนั้น ลูกจ้างต้องบรรยายฟ้องมาให้ชัดแจ้งว่า ค่าจ้างจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นค่าจ้างประเภทใด เพื่อที่นายจ้างจะได้ให้การต่อสู้ได้ว่าค่าจ้างจำนวนดังกล่าวลูกจ้างมีสิทธิได้รับจริงและนายจ้างยังมิได้ชำระหรือไม่ แต่ในฟ้องข้อ 5.1 ที่โจทก์เรียกจากจำเลยที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท และในฟ้องข้อ 5.2 ที่โจทก์เรียกจากจำเลยที่ 2 จำนวนเดียวกัน โจทก์บรรยายเพียงว่าเงินจำนวนที่โจทก์มีสิทธิได้รับในอัตราที่ระบุไว้ในสัญญา โดยมิได้ระบุว่าลูกทีมดังกล่าวมีใครบ้างและแต่ละคนมีผลงานขายเท่าใด พอที่จำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ส่วนนี้เคลือบคลุมนั้นชอบแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์เกี่ยวกับฟ้องข้อ 5.3 ว่า โจทก์ยังไม่ได้รับเงินค่าคอมมิชชั่นโครงการดีบีเอสไทยทนุ จำนวน 196,494 บาท พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มนั้น ในข้อนี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้เป็นนายหน้าติดต่อให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายและติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิดกับธนาคาร จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้ค้างชำระค่าคอมมิชชั่นให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากที่ศาลแรงงานกลางฟังไว้ ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 และหลังจากนั้นในวันที่ 28 พฤษภาคม 2544 จำเลยที่ 2 ได้เลิกจ้างโจทก์ อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายืน. (วิชัย วิวิตเสวี-อรพินท์ เศรษฐมานิต-หัสดี ไกรทองสุก) ศาลแรงงานกลาง - นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113336
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082039582"
    }
}
date
2547
deka_no
3812/2547
deka_running_no
3812
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "อรพินท์ เศรษฐมานิต",
    "หัสดี ไกรทองสุก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 172 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 31",
            "ม. 35",
            "ม. 54 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายไกรวุฒิ ชีวะสวัสดิ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทการ์ดฟอร์ซ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าคอมมิชชั่นจำนวน 1,246,249 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วันด้วย ให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินค่าคอมมิชชั่นจำนวน 1,311,655.53 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วันด้วย และให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 5,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การร่วมกันว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 278,100 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ในการที่ลูกจ้างจะเรียกให้นายจ้างชำระค่าจ้างนั้น ลูกจ้างต้องบรรยายฟ้องมาให้ชัดแจ้งว่า ค่าจ้างจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นค่าจ้างประเภทใด เพื่อที่นายจ้างจะได้ให้การต่อสู้ได้ว่าค่าจ้างจำนวนดังกล่าวลูกจ้างมีสิทธิได้รับจริงและนายจ้างยังมิได้ชำระหรือไม่ แต่ในฟ้องข้อ 5.1 ที่โจทก์เรียกจากจำเลยที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท และในฟ้องข้อ 5.2 ที่โจทก์เรียกจากจำเลยที่ 2 จำนวนเดียวกัน โจทก์บรรยายเพียงว่าเงินจำนวนที่โจทก์มีสิทธิได้รับในอัตราที่ระบุไว้ในสัญญา โดยมิได้ระบุว่าลูกทีมดังกล่าวมีใครบ้างและแต่ละคนมีผลงานขายเท่าใด พอที่จำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ส่วนนี้เคลือบคลุมนั้นชอบแล้ว

ที่โจทก์อุทธรณ์เกี่ยวกับฟ้องข้อ 5.3 ว่า โจทก์ยังไม่ได้รับเงินค่าคอมมิชชั่นโครงการดีบีเอสไทยทนุ จำนวน 196,494 บาท พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มนั้น ในข้อนี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้เป็นนายหน้าติดต่อให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายและติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิดกับธนาคาร จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้ค้างชำระค่าคอมมิชชั่นให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากที่ศาลแรงงานกลางฟังไว้ ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 และหลังจากนั้นในวันที่ 28 พฤษภาคม 2544 จำเลยที่ 2 ได้เลิกจ้างโจทก์ อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000891.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547