คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4997/2548 ฉบับเต็ม

#113364
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4997/2548 บริษัทงานดี จำกัด โจทก์ บริษัทโตโยต้าสุราษฎร์ธานี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด กับพวก จำเลย บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด จำเลยร่วม ป.พ.พ. มาตรา 425, มาตรา 438, มาตรา 887 ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง คำฟ้องโจทก์บรรยายแล้วว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างและขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์บรรทุกที่ลูกจ้างโจทก์ขับได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ซึ่งเพียงพอให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ ส่วนที่ไม่ได้ระบุว่าลูกจ้างโจทก์เป็นใคร มิใช่ข้อสาระสำคัญและเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 วันเกิดเหตุขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 พารองประธานกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ไปด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 2 ขับรถไปตามคำสั่งของผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ถือว่าทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แม้จะเป็นวันหยุดมิใช่วันทำงานปกติของจำเลยที่ 2 ก็เป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าเกิดเหตุนอกเวลาทำการงานของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดหาได้ไม่ โจทก์นำรถยนต์บรรทุกไปซ่อมแซมไม่สามารถใช้งานได้เป็นเวลา 173 วัน โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถในระหว่างซ่อมแซม และค่าเสียหายจากการขาดรายได้ที่ส่งหนังสือพิมพ์ซึ่งบรรทุกอยู่ในรถขณะเกิดเหตุไปจำหน่ายไม่ทันและหนังสือพิมพ์ถูกส่งคืน ตามกรมธรรม์ระบุว่า จำเลยร่วมจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย ดังนี้ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสียหายที่ขาดรายได้จากหนังสือพิมพ์ของโจทก์ที่ส่งล่าช้าจำหน่ายไม่ได้ ย่อมเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก อันเกิดจากการกระทำละเมิดโดยตรงที่จำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยร่วมจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 692,769 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 645,300 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ยกฟ้องจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2540 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ขณะที่นายพิทักษ์ ลูกจ้างโจทก์ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 90 - 3439 กรุงเทพมหานคร บรรทุกหนังสือพิมพ์เพื่อไปส่งยังจังหวัดต่าง ๆ จากกรุงเทพมหานครถึงที่เกิดเหตุอำเภอสวี จังหวัดชุมพร มีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า ไม่มีหมายเลขทะเบียนของจำเลยที่ 1 แล่นสวนทางมาแล้วเกิดเฉี่ยวชนกัน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างและขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์ที่ลูกจ้างโจทก์ขับได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งเพียงพอให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ ส่วนที่ไม่ได้ระบุว่าลูกจ้างโจทก์เป็นใคร มิใช่ข้อสาระสำคัญและเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า วันเกิดเหตุเป็นวันอาทิตย์เป็นวันหยุดงานของจำเลยที่ 2 แม้จะมีนางกาญจนา รองประธานกรรมการจำเลยที่ 1 นั่งไปด้วย ก็มิได้หมายความว่าเป็นการทำงานในทางการที่จ้างนั้น เห็นว่า เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 วันเกิดเหตุขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 พารองประธานกรรมการจำเลยที่ 1 ไปด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 2 ขับรถไปตามคำสั่งของผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ถือว่าทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แม้จะเป็นวันหยุดไม่ใช่วันทำงานปกติของจำเลยที่ 2 ก็เป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 จะอ้างว่า เกิดเหตุนอกเวลาทำการงานของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดหาได้ไม่เพราะเป็นเรื่องภายในระหว่างพนักงานของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด โจทก์นำสืบว่าเมื่อเกิดเหตุแล้วรถยนต์บรรทุกหกล้อไม่สามารถใช้งานได้ต้องนำไปซ่อมเป็นเวลา 173 วัน ทำให้โจทก์ต้องขาดประโยชน์จากการใช้และหนังสือพิมพ์ที่บรรทุกมาส่งไม่ทันตามกำหนดทำให้ขายไม่ได้ เนื่องจากมีหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ออกมาภายหลังวางจำหน่ายแล้ว และเอเย่นต์ส่งหนังสือพิมพ์ดังกล่าวคืน ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบในข้อนี้ จึงฟังได้ว่าโจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นเวลา 173 วัน และเสียหายจากการส่งหนังสือพิมพ์ไม่ทันตามกำหนดการวางจำหน่ายจริง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถวันละ 1,000 บาท เป็นเงิน 173,000 บาท และค่าเสียหายจากการส่งหนังสือพิมพ์ไปจำหน่ายไม่ทันตามกำหนดเป็นเงิน 37,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามกรมธรรม์ ระบุว่าจำเลยร่วมจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย ดังนี้ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสียหายจากหนังสือพิมพ์ของโจทก์ที่ส่งล่าช้าเป็นเหตุให้ขาดรายได้จากการจำหน่ายไม่ได้ ย่อมเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอันเกิดจากการกระทำละเมิดโดยตรงที่จำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อโจทก์และค่าเสียหายไม่เกิน 1,000,000 บาท ตามตารางกรมธรรม์ จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ด้วย และให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (สถิตย์ ทาวุฒิ-ปัญญา ถนอมรอด-เฉลิมชัย จารุไพบูลย์) ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายสุนทร คงศรีชาย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายทวี เนียมประดิษฐ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
113364
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี",
        "judge": "นายสุนทร คงศรีชาย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายทวี เนียมประดิษฐ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082029741"
    }
}
date
2548
deka_no
4997/2548
deka_running_no
4997
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "ปัญญา ถนอมรอด",
    "เฉลิมชัย จารุไพบูลย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 425",
            "ม. 438",
            "ม. 887"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 172 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทงานดี จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทโตโยต้าสุราษฎร์ธานี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 692,769 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 645,300 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ยกฟ้องจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2540 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ขณะที่นายพิทักษ์ ลูกจ้างโจทก์ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 90 - 3439 กรุงเทพมหานคร บรรทุกหนังสือพิมพ์เพื่อไปส่งยังจังหวัดต่าง ๆ จากกรุงเทพมหานครถึงที่เกิดเหตุอำเภอสวี จังหวัดชุมพร มีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า ไม่มีหมายเลขทะเบียนของจำเลยที่ 1 แล่นสวนทางมาแล้วเกิดเฉี่ยวชนกัน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างและขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์ที่ลูกจ้างโจทก์ขับได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งเพียงพอให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ ส่วนที่ไม่ได้ระบุว่าลูกจ้างโจทก์เป็นใคร มิใช่ข้อสาระสำคัญและเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า วันเกิดเหตุเป็นวันอาทิตย์เป็นวันหยุดงานของจำเลยที่ 2 แม้จะมีนางกาญจนา รองประธานกรรมการจำเลยที่ 1 นั่งไปด้วย ก็มิได้หมายความว่าเป็นการทำงานในทางการที่จ้างนั้น เห็นว่า เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 วันเกิดเหตุขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 พารองประธานกรรมการจำเลยที่ 1 ไปด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 2 ขับรถไปตามคำสั่งของผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ถือว่าทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แม้จะเป็นวันหยุดไม่ใช่วันทำงานปกติของจำเลยที่ 2 ก็เป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 จะอ้างว่า เกิดเหตุนอกเวลาทำการงานของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดหาได้ไม่เพราะเป็นเรื่องภายในระหว่างพนักงานของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด โจทก์นำสืบว่าเมื่อเกิดเหตุแล้วรถยนต์บรรทุกหกล้อไม่สามารถใช้งานได้ต้องนำไปซ่อมเป็นเวลา 173 วัน ทำให้โจทก์ต้องขาดประโยชน์จากการใช้และหนังสือพิมพ์ที่บรรทุกมาส่งไม่ทันตามกำหนดทำให้ขายไม่ได้ เนื่องจากมีหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ออกมาภายหลังวางจำหน่ายแล้ว และเอเย่นต์ส่งหนังสือพิมพ์ดังกล่าวคืน ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบในข้อนี้ จึงฟังได้ว่าโจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นเวลา 173 วัน และเสียหายจากการส่งหนังสือพิมพ์ไม่ทันตามกำหนดการวางจำหน่ายจริง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถวันละ 1,000 บาท เป็นเงิน 173,000 บาท และค่าเสียหายจากการส่งหนังสือพิมพ์ไปจำหน่ายไม่ทันตามกำหนดเป็นเงิน 37,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามกรมธรรม์ ระบุว่าจำเลยร่วมจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย ดังนี้ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสียหายจากหนังสือพิมพ์ของโจทก์ที่ส่งล่าช้าเป็นเหตุให้ขาดรายได้จากการจำหน่ายไม่ได้ ย่อมเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอันเกิดจากการกระทำละเมิดโดยตรงที่จำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อโจทก์และค่าเสียหายไม่เกิน 1,000,000 บาท ตามตารางกรมธรรม์ จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ด้วย และให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000802.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548