คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1827/2545 ฉบับเต็ม

#258741
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1827/2545 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก ผู้ร้องขอ กรมสรรพสามิต เจ้าหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้าน บริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ลูกหนี้ พ.ร.บ. ภาษีสรรพาสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 5, 86, 89, 96, 138 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ลูกหนี้ยังมิได้ชำระหนี้ภาษีให้ครบจำนวนภายในระยะเวลาตามที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 29 (2536) ออกตามความในพ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 138 ลูกหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับการงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม นอกจากนี้เมื่อลูกหนี้ได้รับแจ้งการประเมินภาษีจากเจ้าหนี้แล้ว ลูกหนี้มิได้ยื่นคำคัดค้าน การประเมินต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงเป็นการสละการใช้สิทธิคัดค้านต่ออธิบดี สละสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และสละสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาล ตามพ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 86, 89, และ 96 หนี้ภาษีของลูกหนี้ย่อมถึงที่สุด ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๓ โดยมีบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด เป็นผู้บริหารแผน เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย รวมเป็นเงินจำนวน ๒๖๒,๑๘๙,๘๖๐.๓๔ บาท รายละเอียดปรากฏตามบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๒๙ แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มเพราะเป็นหนี้ที่เกิดหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและลูกหนี้ได้รับการลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ ค่าภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยรวมเป็นเงิน ๒๕๘,๓๖๓,๕๘๗.๖๔ บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือน นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จจากลูกหนี้ ลูกหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ลูกหนี้ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมการชำระภาษีสรรพสามิตตามแบบ ต.ส. ๐๔ - ๑๐ ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ของเจ้าหนี้โดยประสงค์จะขอให้เจ้าหนี้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม นอกจากนั้นการที่ลูกหนี้จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ถือเป็นกรณีที่ลูกหนี้ได้ยื่นแบบรายการภาษีเองและขอชำระภาษีโดยมิได้รับคำเตือนหรือหนังสือเรียกหรือคำสั่งเป็นหนังสือทั้งลูกหนี้ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ลูกหนี้จึงมีสิทธิได้ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตาม กฎกระทรวงฉบับที่ ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ ๒๐ ของเบี้ยปรับทั้งหมด เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านว่า ลูกหนี้มิได้ชำระภาษีสรรพสามิตให้ครบจำนวนและไม่ได้ทำคำร้องขอลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถูกต้องจึงไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ข้อ ๕ และข้อ ๖ ซึ่งกำหนดให้ลูกหนี้ต้องขอลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย นอกจากนั้นยังปรากฏว่าในวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๓ อธิบดีกรมสรรพสามิตได้มีคำสั่งไม่งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ลูกหนี้ คำสั่งของเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์จึงชอบแล้ว ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านของลูกหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ลูกหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของลูกหนี้ว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้โดยไม่งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มชอบหรือไม่ เห็นว่า หลักเกณฑ์ใน การงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มย่อมจะต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ออกตามความใน พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ว่าหลักเกณฑ์ในการงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งให้ทำได้เฉพาะกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องชำระภาษีให้ครบจำนวนภายในกำหนดระยะเวลาตามที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวได้กำหนดไว้ในข้อ ๕ และข้อ ๖ มิใช่เพียงแต่ยื่นคำร้องเป็นหนังสือตกลงยินยอมชำระภาษีให้ครบจำนวนภายในระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้นลูกหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับการงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม นอกจากนั้น เมื่อลูกหนี้ได้รับแจ้งการประเมินภาษีจากเจ้าหนี้แล้วลูกหนี้มิได้ยื่นคำคัดค้านการประเมินต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงเป็นการสละการใช้สิทธิคัดค้านต่ออธิบดี สละสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และสละสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาล ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๘๖, ๘๙ และ ๙๖ หนี้ภาษีของลูกหนี้ย่อมถึงที่สุด ดังนั้น การที่เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้โดยไม่งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของลูกหนี้ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ (สมชาย พงษธา-ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน-อรพินท์ เศรษฐมานิต) ศาลล้มละลายกลาง - นายวาส ลักษณ์เลิศกุล ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
258741
courts
[
    {
        "court": "ศาลล้มละลายกลาง",
        "judge": "นายวาส ลักษณ์เลิศกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082055630"
    }
}
date
2545
deka_no
1827/2545
deka_running_no
1827
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย พงษธา",
    "ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน",
    "อรพินท์ เศรษฐมานิต"
]
laws
[]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้องขอ",
        "name": "ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก"
    },
    {
        "role": "เจ้าหนี้",
        "name": "กรมสรรพสามิต"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์"
    },
    {
        "role": "ลูกหนี้",
        "name": "บริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "138",
        "name": "พ.ร.บ. ภาษีสรรพาสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 5, 86, 89, 96,"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๓ โดยมีบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย รวมเป็นเงินจำนวน ๒๖๒,๑๘๙,๘๖๐.๓๔ บาท รายละเอียดปรากฏตามบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๒๙ แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มเพราะเป็นหนี้ที่เกิดหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและลูกหนี้ได้รับการลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแล้ว

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ ค่าภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยรวมเป็นเงิน ๒๕๘,๓๖๓,๕๘๗.๖๔ บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือน นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จจากลูกหนี้

ลูกหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ลูกหนี้ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมการชำระภาษีสรรพสามิตตามแบบ ต.ส. ๐๔ - ๑๐ ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ของเจ้าหนี้โดยประสงค์จะขอให้เจ้าหนี้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม นอกจากนั้นการที่ลูกหนี้จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ถือเป็นกรณีที่ลูกหนี้ได้ยื่นแบบรายการภาษีเองและขอชำระภาษีโดยมิได้รับคำเตือนหรือหนังสือเรียกหรือคำสั่งเป็นหนังสือทั้งลูกหนี้ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ลูกหนี้จึงมีสิทธิได้ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตาม กฎกระทรวงฉบับที่ ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ ๒๐ ของเบี้ยปรับทั้งหมด

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านว่า ลูกหนี้มิได้ชำระภาษีสรรพสามิตให้ครบจำนวนและไม่ได้ทำคำร้องขอลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถูกต้องจึงไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ข้อ ๕ และข้อ ๖ ซึ่งกำหนดให้ลูกหนี้ต้องขอลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย นอกจากนั้นยังปรากฏว่าในวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๓ อธิบดีกรมสรรพสามิตได้มีคำสั่งไม่งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ลูกหนี้ คำสั่งของเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์จึงชอบแล้ว

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านของลูกหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ลูกหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของลูกหนี้ว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้โดยไม่งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มชอบหรือไม่ เห็นว่า หลักเกณฑ์ใน การงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มย่อมจะต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ออกตามความใน พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ว่าหลักเกณฑ์ในการงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งให้ทำได้เฉพาะกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องชำระภาษีให้ครบจำนวนภายในกำหนดระยะเวลาตามที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวได้กำหนดไว้ในข้อ ๕ และข้อ ๖ มิใช่เพียงแต่ยื่นคำร้องเป็นหนังสือตกลงยินยอมชำระภาษีให้ครบจำนวนภายในระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้นลูกหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับการงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม นอกจากนั้น เมื่อลูกหนี้ได้รับแจ้งการประเมินภาษีจากเจ้าหนี้แล้วลูกหนี้มิได้ยื่นคำคัดค้านการประเมินต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงเป็นการสละการใช้สิทธิคัดค้านต่ออธิบดี สละสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และสละสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาล ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๘๖, ๘๙ และ ๙๖ หนี้ภาษีของลูกหนี้ย่อมถึงที่สุด ดังนั้น การที่เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้โดยไม่งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของลูกหนี้ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001033.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545