คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3808/2547 ฉบับเต็ม

#265582
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3808/2547 นายสุทัศน์ บุญมี โจทก์ บริษัทไพฑูรย์โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 41 (4) มาตรา 121, 124, 125 พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ต่างมีวัตถุประสงค์ให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างไม่ให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิดเช่นเดียวกัน โดย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ให้ลูกจ้าง ที่ถูกเลิกจ้างมีสิทธินำคำร้องกล่าวหานายจ้างไปยื่นต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามมาตรา 124 เพื่อให้ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาวินิจฉัยและออกคำสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายค่าเสียหาย หรือปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ในกรณีที่การเลิกจ้างเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 41 (4) และมาตรา 125 ส่วน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงาน ตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 123 และมาตรา 124 ในกรณีที่การเลิกจ้างนั้นเป็นทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรมและการเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด แม้ลูกจ้างจะมีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวได้ ทั้งต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และพนักงานตรวจแรงงานก็ตาม แต่ลูกจ้างจะถือเอาประโยชน์จากคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ และคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งมาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันทั้งสองทางมิได้ เพราะจะเป็นการซ้ำซ้อน ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ลูกจ้างจะต้องเลือกรับเอาประโยชน์ตามคำสั่งดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เมื่อลูกจ้างเลือกเข้าถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าลูกจ้างสละสิทธิไม่ถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของคณะกรรมการ แรงงานสัมพันธ์แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ ๑๗๔/๒๕๔๓ โดยให้จำเลย รับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมและให้จ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันกลับเข้าทำงาน จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า แม้ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ และ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเยียวยาแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างไว้แตกต่างกัน และเป็นกฎหมายคนละฉบับ แต่ก็เป็นเรื่องที่มีวัตถุประสงค์จะให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างไม่ให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิดเช่นเดียวกัน โดย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ให้ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างมีสิทธินำคำร้องกล่าวหานายจ้างไปยื่นต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามมาตรา ๑๒๔ เพื่อให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาวินิจฉัยและออกคำสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายค่าเสียหาย หรือปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ในกรณีที่การเลิกจ้างนั้นเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา ๔๑ (๔) และมาตรา ๑๒๕ ส่วน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชย ตามมาตรา ๑๒๓ และมาตรา ๑๒๔ ในกรณีที่การเลิกจ้างนั้นเป็นทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรมและการเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด แม้ลูกจ้างจะมีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวได้ทั้งต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และพนักงานตรวจแรงงานก็ตาม แต่ลูกจ้าง จะถือเอาประโยชน์จากคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานซึ่งมาจากเหตุ แห่งการเลิกจ้างเดียวกันทั้งสองทางมิได้ เพราะกรณีเช่นนี้เห็นได้ชัดเจนว่าจะเป็นการซ้ำซ้อนกันไม่เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ของกฎหมาย ลูกจ้างจะต้องเลือกรับเอาประโยชน์ตามคำสั่งดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากที่โจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างแล้ว โจทก์ได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อคณะกรรมการ แรงงานสัมพันธ์ว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ และเมื่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งที่ ๑๗๔/๒๕๔๓ ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และจ่ายค่าเสียหายนับแต่วันถูกเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานขอให้มีคำสั่ง ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์อีกโดยอ้างเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันว่าโจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิด และเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ก็ได้รับค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานไปครบถ้วน อันเป็นการเลือกเข้าถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานแล้ว ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าโจทก์สละสิทธิไม่ถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ซึ่งมาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งในส่วนที่ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหาย นับแต่วันถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่รับกลับเข้าทำงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องร้องบังคับจำเลยตามคำสั่งของ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้อีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นด้วยบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเสียทั้งหมด . (จรัส พวงมณี-อรพินท์ เศรษฐมานิต-หัสดี ไกรทองสุก) ศาลแรงงานกลาง - นางสาวชุติมา กิจทวีปวัฒนา ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
265582
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นางสาวชุติมา กิจทวีปวัฒนา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082039670"
    }
}
date
2547
deka_no
3808/2547
deka_running_no
3808
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "จรัส พวงมณี",
    "อรพินท์ เศรษฐมานิต",
    "หัสดี ไกรทองสุก"
]
laws
[]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุทัศน์ บุญมี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทไพฑูรย์โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด"
    },
    {
        "role": "583",
        "name": "ป.พ.พ. มาตรา"
    },
    {
        "role": "125",
        "name": "พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 41 (4) มาตรา 121, 124,"
    },
    {
        "role": "118",
        "name": "พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ ๑๗๔/๒๕๔๓ โดยให้จำเลย รับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมและให้จ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันกลับเข้าทำงาน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า แม้ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ และ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเยียวยาแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างไว้แตกต่างกัน และเป็นกฎหมายคนละฉบับ แต่ก็เป็นเรื่องที่มีวัตถุประสงค์จะให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างไม่ให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิดเช่นเดียวกัน โดย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ให้ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างมีสิทธินำคำร้องกล่าวหานายจ้างไปยื่นต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามมาตรา ๑๒๔ เพื่อให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาวินิจฉัยและออกคำสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายค่าเสียหาย หรือปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ในกรณีที่การเลิกจ้างนั้นเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา ๔๑ (๔) และมาตรา ๑๒๕ ส่วน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชย ตามมาตรา ๑๒๓ และมาตรา ๑๒๔ ในกรณีที่การเลิกจ้างนั้นเป็นทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรมและการเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด แม้ลูกจ้างจะมีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวได้ทั้งต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และพนักงานตรวจแรงงานก็ตาม แต่ลูกจ้าง จะถือเอาประโยชน์จากคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานซึ่งมาจากเหตุ แห่งการเลิกจ้างเดียวกันทั้งสองทางมิได้ เพราะกรณีเช่นนี้เห็นได้ชัดเจนว่าจะเป็นการซ้ำซ้อนกันไม่เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ของกฎหมาย ลูกจ้างจะต้องเลือกรับเอาประโยชน์ตามคำสั่งดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากที่โจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างแล้ว โจทก์ได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อคณะกรรมการ แรงงานสัมพันธ์ว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ และเมื่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งที่ ๑๗๔/๒๕๔๓ ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และจ่ายค่าเสียหายนับแต่วันถูกเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานขอให้มีคำสั่ง ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์อีกโดยอ้างเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันว่าโจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิด และเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ก็ได้รับค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานไปครบถ้วน อันเป็นการเลือกเข้าถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานแล้ว ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าโจทก์สละสิทธิไม่ถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ซึ่งมาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งในส่วนที่ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหาย นับแต่วันถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่รับกลับเข้าทำงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องร้องบังคับจำเลยตามคำสั่งของ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้อีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเสียทั้งหมด .
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000892.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547