คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2224 -ที่ 2225/2547 ฉบับเต็ม

#265583
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2224 - 2225/2547 บริษัทยูไนเต็ดฟูดส์ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทธนู - ภูเก็ต จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ในคดีอาญาโจทก์และจำเลยจะขอให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาตามยอมหาได้ไม่ คดีทั้งสองสำนวนเป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองสำนวนถอนฟ้องได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และมีผลให้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองระงับไปด้วยในตัว ___________________________ คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ ๒ ในสำนวนแรกและจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ ๒ โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ป.อ. มาตรา ๘๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ป.อ. มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ สำนวนแรกลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๓๕,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๖ เดือน สำนวนที่สอง ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๘ เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑๔ เดือน หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าปรับให้ จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ สำนวนแรกมีกำหนด ๔ เดือน และสำนวนที่ ๒ มีกำหนด ๕ เดือน ให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปโดยไม่นับโทษติดต่อกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองสามารถตกลงกันได้ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ศาลฎีกาออกนั่งพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และโจทก์ทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคำร้องของจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นคดีอาญา โจทก์และจำเลยทั้งสองจะขอให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาตามยอมตามคำร้องของจำเลยทั้งสองหาได้ไม่ ให้ยกคำร้อง ส่วนคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองสำนวนถอนฟ้องได้ สิทธินำ คดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) และมีผลให้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองระงับไปด้วยในตัว ให้จำหน่ายคดีทั้งสองสำนวนนี้เสียจากสารบบความ . (สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล) ศาลจังหวัดภูเก็ต - นางสาวสุดาวรรณ พฤกษ์เสถียร ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายทวีศักดิ์ ทองภักดี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
265583
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดภูเก็ต",
        "judge": "นางสาวสุดาวรรณ พฤกษ์เสถียร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายทวีศักดิ์ ทองภักดี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082040645"
    }
}
date
2547
deka_no
2225/2547
deka_running_no
2225
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์",
    "กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์",
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล"
]
laws
[]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทยูไนเต็ดฟูดส์ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทธนู - ภูเก็ต จำกัด กับพวก"
    },
    {
        "role": "(2)",
        "name": "ป.วิ.อ. มาตรา 39"
    },
    {
        "role": "4",
        "name": "พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา"
    }
]
long_text
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ ๒ ในสำนวนแรกและจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ ๒

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ป.อ. มาตรา ๘๓

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ป.อ. มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ สำนวนแรกลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๓๕,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๖ เดือน สำนวนที่สอง ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๘ เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑๔ เดือน หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าปรับให้ จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ สำนวนแรกมีกำหนด ๔ เดือน และสำนวนที่ ๒ มีกำหนด ๕ เดือน ให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปโดยไม่นับโทษติดต่อกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองสามารถตกลงกันได้ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ศาลฎีกาออกนั่งพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และโจทก์ทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคำร้องของจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นคดีอาญา โจทก์และจำเลยทั้งสองจะขอให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาตามยอมตามคำร้องของจำเลยทั้งสองหาได้ไม่ ให้ยกคำร้อง ส่วนคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองสำนวนถอนฟ้องได้ สิทธินำ คดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) และมีผลให้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองระงับไปด้วยในตัว ให้จำหน่ายคดีทั้งสองสำนวนนี้เสียจากสารบบความ .
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000901.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2224 -
year
2547