คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3990/2549 ฉบับเต็ม

#265600
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3990/2549 พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี โจทก์ นายลู ซวน หว่า ผู้ร้อง นายจั๋น กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/1, มาตรา 193/3, มาตรา 193/7, มาตรา 193/8 ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 216 ป.วิ.พ. มาตรา 23 ป.อ. มาตรา 36 ป.วิ.อ. มาตรา 120, มาตรา 174 คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องเพียงว่าศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่ผู้ร้องหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ในคดีหลัก ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนของกลางไม่ได้ ป.อ. มาตรา 36 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของเจ้าของทรัพย์แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ริบภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด มิได้กำหนดให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกยึดทราบ แม้พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้เจ้าของทรัพย์ที่ถูกยึดทราบก็ตาม กำหนดเวลาดังกล่าวก็เริ่มนับแล้ว การขอให้ศาลสั่งคืนของกลางที่ศาลสั่งริบตาม ป.อ. มาตรา 36 เป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา เมื่อผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องนำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้าง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสิบเอ็ดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิการประมงในเขตการประมงไทย พ.ศ.2482 มาตรา 4, 7 (1), 8, 9, 10, 11, 11 ทวิ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11,18, 62, 81 ริบเรือประมงสัญชาติเวียดนาม และเครื่องมือเบ็ดราว 40 ชุด ของกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เรือประมงสัญชาติเวียดนามของกลาง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบเอ็ด ขอให้คืนเรือประมงของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เรือประมงของกลางหรือไม่ ไม่รับรอง หากผู้ร้องเป็นเจ้าของผู้ร้องก็รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบเอ็ด เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของเรือประมงของกลางจำเลยทั้งสิบเอ็ดนำเรือประมงของกลางไปใช้กระทำความผิดคดีนี้ ที่ผู้ร้องฎีกาประการแรกว่า พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยทั้งสิบเอ็ดโดยมิชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนเรือประมงของกลางให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของ และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบเอ็ดหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยทั้งสิบเอ็ดโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดต้องยกขึ้นต่อสู้ในคดีหลัก ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนเรือประมงของกลางไม่ได้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ผู้ร้องฎีกาประการต่อไปว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกยึดเป็นของกลางในคดีอาญาทราบว่าทรัพย์ของตนถูกยึด การขอรับของกลางตามกฎหมายจึงยังไม่เริ่มขึ้นนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของเจ้าของทรัพย์แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ริบภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด มิได้กำหนดให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกยึดทราบ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีหน้าที่ดังที่ผู้ร้องฎีกา ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ผู้ร้องฎีกาประการต่อไปว่า โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ได้ความตามที่โจทก์คัดค้านว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบเอ็ดนั้น เห็นว่า การขอให้ศาลสั่งคืนของกลางที่ศาลสั่งริบแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 เป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา เมื่อผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบเอ็ดก็เป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องนำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้าง ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. (สมศักดิ์ เนตรมัย-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-สุรศักดิ์ สุวรรณประกร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
265600
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082023518"
    }
}
date
2549
deka_no
3990/2549
deka_running_no
3990
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/1",
            "ม. 193/3",
            "ม. 193/7",
            "ม. 193/8"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 216",
            "ม. 120",
            "ม. 174"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 23"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 36"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายลู ซวน หว่า"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจั๋น กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสิบเอ็ดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิการประมงในเขตการประมงไทย พ.ศ.2482 มาตรา 4, 7 (1), 8, 9, 10, 11, 11 ทวิ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11,18, 62, 81 ริบเรือประมงสัญชาติเวียดนาม และเครื่องมือเบ็ดราว 40 ชุด ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เรือประมงสัญชาติเวียดนามของกลาง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบเอ็ด ขอให้คืนเรือประมงของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เรือประมงของกลางหรือไม่ ไม่รับรอง หากผู้ร้องเป็นเจ้าของผู้ร้องก็รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบเอ็ด เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของเรือประมงของกลางจำเลยทั้งสิบเอ็ดนำเรือประมงของกลางไปใช้กระทำความผิดคดีนี้ ที่ผู้ร้องฎีกาประการแรกว่า พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยทั้งสิบเอ็ดโดยมิชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนเรือประมงของกลางให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของ และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบเอ็ดหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยทั้งสิบเอ็ดโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดต้องยกขึ้นต่อสู้ในคดีหลัก ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนเรือประมงของกลางไม่ได้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่ผู้ร้องฎีกาประการต่อไปว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกยึดเป็นของกลางในคดีอาญาทราบว่าทรัพย์ของตนถูกยึด การขอรับของกลางตามกฎหมายจึงยังไม่เริ่มขึ้นนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของเจ้าของทรัพย์แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ริบภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด มิได้กำหนดให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกยึดทราบ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีหน้าที่ดังที่ผู้ร้องฎีกา ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่ผู้ร้องฎีกาประการต่อไปว่า โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ได้ความตามที่โจทก์คัดค้านว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบเอ็ดนั้น เห็นว่า การขอให้ศาลสั่งคืนของกลางที่ศาลสั่งริบแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 เป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา เมื่อผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบเอ็ดก็เป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องนำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้าง ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000744.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549