คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4338/2548 ฉบับเต็ม

#266270
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4338/2548 บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางสาวอรวรรณ ปักการะโต กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 65, มาตรา 66 การที่บริษัทโจทก์เปลี่ยนชื่อไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงนิติบุคคล โจทก์ยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคลดังเดิม แม้ไม่แจ้งการเปลี่ยนชื่อให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ลูกจ้างโจทก์ทราบ ก็ไม่เป็นผลให้สัญญาค้ำประกันสิ้นสุดลง เมื่อจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ในขณะทำงานให้โจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 203,655.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 173,324.05 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัด จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 203,655.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 173,324.05 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 กรกฎาคม 2546) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า เดิมบริษัทโจทก์ใช้ชื่อว่า บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติคส์ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้กับบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติคส์ จำกัด (มหาชน) ต่อมาบริษัทโจทก์เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทไอ. ซี. ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดยโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ จึงทำให้สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์นั้นสิ้นสุดลงตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ไม่มีความผูกพันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ เห็นว่า โจทก์เปลี่ยนชื่อบริษัท มิใช่การเปลี่ยนแปลงนิติบุคคล โจทก์ยังมีสภาพเป็นนิติบุคคลดังเดิม และยังให้จำเลยที่ 1 ทำงานในตำแหน่งเดิม หน้าที่การงานเดิม โดยมิได้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างซึ่งทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับภาระมากขึ้น การที่โจทก์ไม่แจ้งการเปลี่ยนชื่อบริษัทให้จำเลยที่ 2 ทราบนั้น ไม่มีผลกระทบต่อสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ จึงไม่เป็นเหตุให้สัญญาค้ำประกันสิ้นสุดลง เมื่อจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ในขณะทำงานให้โจทก์ จำเลยที่ 2 ย่อมต้องร่วมรับผิดด้วยในฐานะผู้ค้ำประกัน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชวลิต ยอดเณร-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) ศาลแรงงานกลาง - นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266270
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082030357"
    }
}
date
2548
deka_no
4338/2548
deka_running_no
4338
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์",
    "ชวลิต ยอดเณร",
    "พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 65",
            "ม. 66"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวอรวรรณ ปักการะโต กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 203,655.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 173,324.05 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัด

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 203,655.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 173,324.05 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 กรกฎาคม 2546) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า เดิมบริษัทโจทก์ใช้ชื่อว่า บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติคส์ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้กับบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติคส์ จำกัด (มหาชน) ต่อมาบริษัทโจทก์เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทไอ. ซี. ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดยโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ จึงทำให้สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์นั้นสิ้นสุดลงตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ไม่มีความผูกพันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ เห็นว่า โจทก์เปลี่ยนชื่อบริษัท มิใช่การเปลี่ยนแปลงนิติบุคคล โจทก์ยังมีสภาพเป็นนิติบุคคลดังเดิม และยังให้จำเลยที่ 1 ทำงานในตำแหน่งเดิม หน้าที่การงานเดิม โดยมิได้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างซึ่งทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับภาระมากขึ้น การที่โจทก์ไม่แจ้งการเปลี่ยนชื่อบริษัทให้จำเลยที่ 2 ทราบนั้น ไม่มีผลกระทบต่อสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ จึงไม่เป็นเหตุให้สัญญาค้ำประกันสิ้นสุดลง เมื่อจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ในขณะทำงานให้โจทก์ จำเลยที่ 2 ย่อมต้องร่วมรับผิดด้วยในฐานะผู้ค้ำประกัน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000808.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548