คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5543/2548 ฉบับเต็ม

#266298
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5543/2548 นางแมะลีเมาะ เง๊าะ โจทก์ นางโมง อาแว จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1367 ป.วิ.พ. มาตรา 141 (5), มาตรา 142 (5), มาตรา 243 (1), มาตรา 246, มาตรา 247 แม้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจะตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่โจทก์ก็มีคำขอมาท้ายคำฟ้องด้วยว่า ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นคำขอที่ศาลอาจพิพากษาให้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของโจทก์ในการใช้สิทธิรับเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทซึ่งถูกเวนคืนจากทางราชการ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมดซึ่งเท่ากับให้ยกคำขอของโจทก์ในข้อนี้ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโดยมิได้แก้ไขให้ถูกต้องนั้น จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้มีคำพิพากษาแสดงว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เล่ม 18 หน้า 2 สารบบเล่ม 10 ตำบลปูโย๊ะ อำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส ให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อประมาณปี 2519 จำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงแต่จำเลยได้มอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ และไม่ปรากฏว่าคู่สัญญาตกลงกันว่าจะไปทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้แก่กันในภายหลัง ดังนั้น การซื้อขายดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ก็ได้ครอบครองยึดถือที่ดินพิพาทหลังจากซื้อมาจากจำเลย โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจากการโอนการครอบครองดังกล่าว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 และ 1378 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า แม้คดีนี้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจะตกเป็นโมฆะ จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามคำขอของโจทก์ท้ายคำฟ้องดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยซึ่งชอบที่ศาลจะต้องพิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ก็มีคำขอมาท้ายคำฟ้องด้วยว่า ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นคำขอที่ศาลอาจพิพากษาให้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของโจทก์ในการใช้สิทธิรับเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทซึ่งถูกเวนคืนจากทางราชการ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมดซึ่งเท่ากับให้ยกคำขอของโจทก์ในข้อนี้ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยมิได้แก้ไขให้ถูกต้องนั้น จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทะเบียนเล่ม 18 หน้า 2 สารบบเล่ม 10 ตำบลปูโย๊ะ อำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส ในขณะที่ที่ดินแปลงนี้ถูกเวนคืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล) ศาลจังหวัดนราธิวาส - นางดวงนภา อุทัยพันธ์ เรือนแก้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายพิศาล อัยยะวรากูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266298
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนราธิวาส",
        "judge": "นางดวงนภา อุทัยพันธ์ เรือนแก้ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายพิศาล อัยยะวรากูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082029201"
    }
}
date
2548
deka_no
5543/2548
deka_running_no
5543
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์",
    "กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์",
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1367"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 141 (5)",
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 243 (1)",
            "ม. 246",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางแมะลีเมาะ เง๊าะ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางโมง อาแว"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำพิพากษาแสดงว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เล่ม 18 หน้า 2 สารบบเล่ม 10 ตำบลปูโย๊ะ อำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส ให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อประมาณปี 2519 จำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงแต่จำเลยได้มอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ และไม่ปรากฏว่าคู่สัญญาตกลงกันว่าจะไปทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้แก่กันในภายหลัง ดังนั้น การซื้อขายดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ก็ได้ครอบครองยึดถือที่ดินพิพาทหลังจากซื้อมาจากจำเลย โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจากการโอนการครอบครองดังกล่าว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 และ 1378 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า แม้คดีนี้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจะตกเป็นโมฆะ จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามคำขอของโจทก์ท้ายคำฟ้องดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยซึ่งชอบที่ศาลจะต้องพิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ก็มีคำขอมาท้ายคำฟ้องด้วยว่า ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นคำขอที่ศาลอาจพิพากษาให้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของโจทก์ในการใช้สิทธิรับเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทซึ่งถูกเวนคืนจากทางราชการ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมดซึ่งเท่ากับให้ยกคำขอของโจทก์ในข้อนี้ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยมิได้แก้ไขให้ถูกต้องนั้น จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทะเบียนเล่ม 18 หน้า 2 สารบบเล่ม 10 ตำบลปูโย๊ะ อำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส ในขณะที่ที่ดินแปลงนี้ถูกเวนคืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000797.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548