คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5402/2546 ฉบับเต็ม

#266324
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5402/2546 บริษัทสยามอุตสาหกรรมการเกษตร สับปะรดและอื่น ๆ จำกัด โจทก์ บริษัทสุปรีม คาร์โก้เฮ้าส์ จำกัด จำเลย บริษัทโอเพ่นซี คอนเทนเนอร์ ไลน์ส จำกัด กับพวก จำเลยร่วม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 36, มาตรา 39, มาตรา 58, มาตรา 60 (1) ใบตราส่งเป็นเอกสารที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ผู้ส่งของเพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลแสดงว่าผู้ขนส่งได้รับของตามที่ระบุในใบตราส่งไว้ในความดูแลแล้ว โจทก์จึงเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลย เมื่อปรากฏว่าของที่ระบุไว้ในใบตราส่งซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะได้ส่งสินค้าคืนให้แก่ผู้ขายไปโดยโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้นต่อไปแล้วก็ไม่มีผลทำให้ความผูกพันตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นผลบังคับ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อปรากฏว่ายังไม่มีการชำระค่าเสียหายแก่ผู้รับตราส่งและโจทก์ซึ่งเป็นผู้ส่งได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระราคาสินค้าคืน โจทก์ในฐานะเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลจึงชอบที่จะฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากจำเลยตามสัญญารับขนของทางทะเลได้ จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้าจึงไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ ตามมาตรา 60 (1) แห่ง พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มิให้ใช้บังคับแก่การสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากการที่ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งกระทำหรืองดการกระทำโดยมีเจตนาที่จะให้เกิดการสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าหรือโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้านั้นอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่าสินค้าได้รับความเสียหายจากลังสินค้าตกจากรถยกในระหว่างการขนย้ายสินค้าเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์ หาใช่เกิดจากการที่โจทก์บรรจุหีบห่อสินค้าไม่แข็งแรงดังที่จำเลยให้การและนำสืบต่อสู้คดีไม่ และฟังได้ว่าสาเหตุแห่งความเสียหายของสินค้าเกิดจากการใช้รถยกขนย้ายสินค้าเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์โดยปราศจากความระมัดระวังอย่างมากและโดยไม่นำพาต่อความเสียหายใด ๆ ที่ย่อมเกิดขึ้นแก่สินค้าจากการขนย้ายเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าจึงเป็นผลจากการที่ผู้ขนส่งคือจำเลยหรือตัวแทนเป็นผู้กระทำโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าความเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ จำเลยจึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยจะนำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มาใช้บังคับหาได้ไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 345,989.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 328,762.91 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์สินค้า เนื่องจากได้สลักหลังโอนใบตราส่งและส่งสินค้าคืนให้ผู้ขายแล้ว กรรมสิทธิ์ในสินค้าและสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตกเป็นของผู้ขาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ขนส่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58 จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทโอเพ่นซี คอนเทนเนอร์ ไลน์ส จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 2 และบริษัทฮันจิน ชิปปิ้ง จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 109,587.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องจำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์สินค้าพิพาทเนื่องจากโจทก์ส่งสินค้าและโอนใบตราส่งให้ผู้ขายรับไปแล้ว โจทก์จะมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ใบตราส่งเป็นเอกสารที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ผู้ส่งของเพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลแสดงว่าผู้ขนส่งได้รับของตามที่ระบุในใบตราส่งไว้ในความดูแลแล้ว โจทก์จึงเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลย ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าของที่ระบุไว้ในใบตราส่งซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะได้ส่งสินค้าคืนให้แก่ผู้ขายไปโดยโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้นต่อไปแล้วก็ไม่มีผลทำให้ความผูกพันตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นผลบังคับ เมื่อของที่อยู่ในความดูแลของจำเลยตามใบตราส่งได้รับความเสียหาย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อผู้รับตราส่งไม่ได้เรียกค่าเสียหายจากจำเลยผู้ขนส่ง และโจทก์ได้รับความเสียหายจากการไม่ได้รับชำระราคาสินค้าคืนจากผู้รับตราส่ง โจทก์ในฐานะเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลจึงชอบที่จะฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากจำเลยตามสัญญารับขนของทางทะเลได้ จำเลยจะกลับมาอ้างว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้าดังกล่าวแล้วจึงไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยอีกข้อหนึ่งมีว่า เมื่อสินค้าได้รับความเสียหายเพียง 1 ลัง กรณีเช่นนี้ตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งจึงมีเพียง 10,000 บาท เห็นว่า ตามมาตรา 60 (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มิให้ใช้บังคับแก่การสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากการที่ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งกระทำ หรืองดเว้นการกระทำโดยมีเจตนาที่จะให้เกิดการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้า หรือโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้านั้นอาจเกิดขึ้นได้ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า สินค้าได้รับความเสียหายเนื่องจากลังสินค้าตกจากรถยกในระหว่างการขนย้ายสินค้าเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์ หาใช่เกิดจากการที่โจทก์บรรจุหีบห่อสินค้าไม่แข็งแรงดังที่จำเลยให้การและนำสืบต่อสู้คดีไม่ สาเหตุแห่งความเสียหายของสินค้าเกิดจากการใช้รถยกขนย้ายสินค้าเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์โดยปราศจากความระมัดระวังอย่างมากและโดยไม่นำพาต่อความเสียหายใด ๆ ที่ย่อมเกิดขึ้นแก่สินค้าจากการขนย้ายเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าจึงเป็นผลจากการที่ผู้ขนส่งคือจำเลยหรือตัวแทนเป็นผู้กระทำโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าความเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ ข้ออ้างเพื่อจำกัดความรับผิดของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์. (พิชิต คำแฝง-เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ-ชาญชัย ลิขิตจิตถะ) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายประสงค์ คุณาจิราภรณ์ ศาลอุทธรณ์ - นายสมศักดิ์ เอนกพุฒิ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266324
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายประสงค์ คุณาจิราภรณ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสมศักดิ์ เอนกพุฒิ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082043940"
    }
}
date
2546
deka_no
5402/2546
deka_running_no
5402
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "พิชิต คำแฝง",
    "เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ",
    "ชาญชัย ลิขิตจิตถะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 36",
            "ม. 39",
            "ม. 58",
            "ม. 60 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทสยามอุตสาหกรรมการเกษตร สับปะรดและอื่น ๆ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทสุปรีม คาร์โก้เฮ้าส์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทโอเพ่นซี คอนเทนเนอร์ ไลน์ส จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 345,989.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 328,762.91 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์สินค้า เนื่องจากได้สลักหลังโอนใบตราส่งและส่งสินค้าคืนให้ผู้ขายแล้ว กรรมสิทธิ์ในสินค้าและสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตกเป็นของผู้ขาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ขนส่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58 จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทโอเพ่นซี คอนเทนเนอร์ ไลน์ส จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 2 และบริษัทฮันจิน ชิปปิ้ง จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 109,587.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องจำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์สินค้าพิพาทเนื่องจากโจทก์ส่งสินค้าและโอนใบตราส่งให้ผู้ขายรับไปแล้ว โจทก์จะมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ใบตราส่งเป็นเอกสารที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ผู้ส่งของเพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลแสดงว่าผู้ขนส่งได้รับของตามที่ระบุในใบตราส่งไว้ในความดูแลแล้ว โจทก์จึงเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลย ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าของที่ระบุไว้ในใบตราส่งซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะได้ส่งสินค้าคืนให้แก่ผู้ขายไปโดยโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้นต่อไปแล้วก็ไม่มีผลทำให้ความผูกพันตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นผลบังคับ เมื่อของที่อยู่ในความดูแลของจำเลยตามใบตราส่งได้รับความเสียหาย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อผู้รับตราส่งไม่ได้เรียกค่าเสียหายจากจำเลยผู้ขนส่ง และโจทก์ได้รับความเสียหายจากการไม่ได้รับชำระราคาสินค้าคืนจากผู้รับตราส่ง โจทก์ในฐานะเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลจึงชอบที่จะฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากจำเลยตามสัญญารับขนของทางทะเลได้ จำเลยจะกลับมาอ้างว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้าดังกล่าวแล้วจึงไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยอีกข้อหนึ่งมีว่า เมื่อสินค้าได้รับความเสียหายเพียง 1 ลัง กรณีเช่นนี้ตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งจึงมีเพียง 10,000 บาท เห็นว่า ตามมาตรา 60 (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มิให้ใช้บังคับแก่การสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากการที่ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งกระทำ หรืองดเว้นการกระทำโดยมีเจตนาที่จะให้เกิดการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้า หรือโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้านั้นอาจเกิดขึ้นได้ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า สินค้าได้รับความเสียหายเนื่องจากลังสินค้าตกจากรถยกในระหว่างการขนย้ายสินค้าเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์ หาใช่เกิดจากการที่โจทก์บรรจุหีบห่อสินค้าไม่แข็งแรงดังที่จำเลยให้การและนำสืบต่อสู้คดีไม่ สาเหตุแห่งความเสียหายของสินค้าเกิดจากการใช้รถยกขนย้ายสินค้าเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์โดยปราศจากความระมัดระวังอย่างมากและโดยไม่นำพาต่อความเสียหายใด ๆ ที่ย่อมเกิดขึ้นแก่สินค้าจากการขนย้ายเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าจึงเป็นผลจากการที่ผู้ขนส่งคือจำเลยหรือตัวแทนเป็นผู้กระทำโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าความเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ ข้ออ้างเพื่อจำกัดความรับผิดของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000931.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546