คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5777/2548 ฉบับเต็ม

#266328
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5777/2548 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายปริญญา ฐิติวร กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 156 กรณีที่จำเลยที่ 1 มีความจำนงจะขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา จำเลยที่ 1 จะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอฟ้องฎีกาอย่างคนอนาถามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง จะขอมาในคำฟ้องฎีกาไม่ได้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอดังกล่าว คำขอของจำเลยที่ 1 ที่ขอมาในคำฟ้องฎีกาจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 22,614,395.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 14,601,102.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โดยครั้งหลังสุดอนุญาตถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2544 ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 ยากจนและตกงานเนื่องจากเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินการคลังของประเทศ ทำให้จำเลยไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากประมาณ 400,000 บาท ได้ทันเวลาที่ศาลกำหนด จำเลยที่ 1 คาดหวังจะหยิบยืมจากญาติสนิทมิตรสหายเพื่อนำมาชำระค่าฤชาธรรมเนียมศาลให้ได้ จึงขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า กรณีที่จำเลยที่ 1 มีความจำนงจะขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา จำเลยที่ 1 จะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอฟ้องฎีกาอย่างคนอนาถามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง จะขอมาในคำฟ้องฎีกาหาได้ไม่ คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอฟ้องฎีกาอย่างคนอนาถามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกา คำขอของจำเลยที่ 1 ที่ขอมาในคำฟ้องฎีกาจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 แต่มิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1 คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดชั้นฎีกาให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ. (มนตรี ยอดปัญญา-ปัญญา ถนอมรอด-ชวลิต ตุลยสิงห์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายพฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ ศาลอุทธรณ์ - นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266328
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายพฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082028879"
    }
}
date
2548
deka_no
5777/2548
deka_running_no
5777
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "ปัญญา ถนอมรอด",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 156"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายปริญญา ฐิติวร กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 22,614,395.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 14,601,102.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2544

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โดยครั้งหลังสุดอนุญาตถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2544 ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 ยากจนและตกงานเนื่องจากเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินการคลังของประเทศ ทำให้จำเลยไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากประมาณ 400,000 บาท ได้ทันเวลาที่ศาลกำหนด จำเลยที่ 1 คาดหวังจะหยิบยืมจากญาติสนิทมิตรสหายเพื่อนำมาชำระค่าฤชาธรรมเนียมศาลให้ได้ จึงขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2544

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า กรณีที่จำเลยที่ 1 มีความจำนงจะขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา จำเลยที่ 1 จะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอฟ้องฎีกาอย่างคนอนาถามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง จะขอมาในคำฟ้องฎีกาหาได้ไม่ คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอฟ้องฎีกาอย่างคนอนาถามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกา คำขอของจำเลยที่ 1 ที่ขอมาในคำฟ้องฎีกาจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 แต่มิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1 คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดชั้นฎีกาให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000794.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548