คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3040/2548 ฉบับเต็ม

#266330
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3040/2548 นายนิทัศน์ นันทนา โจทก์ นางหนูเกื้อ หอมทรัพย์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 148, มาตรา 177 ป.พ.พ. มาตรา 341, มาตรา 391 คดีก่อนจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินฟ้องขับไล่โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างตึกแถวและเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากโจทก์คดีนี้ผิดสัญญาไม่ยอมส่งมอบตึกแถวแก่จำเลยทั้งสองตามสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเลิกกันคู่ความต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยโจทก์ต้องคืนที่ดินพร้อมตึกแถวซึ่งถือว่าเป็นส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสองในคดีนี้โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินและตึกแถวต่อไป ส่วนค่าเสียหายนั้นเนื่องจากได้ตกลงเลิกสัญญากันแล้วโจทก์จึงไม่มีหน้าที่ส่งมอบตึกแถว จำเลยทั้งสองจึงเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ไม่ได้ พิพากษาให้ขับไล่โจทก์คดีนี้ออกจากที่ดินและตึกแถว ดังนั้นผลของคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์คดีนี้ โจทก์คดีนี้จึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินและตึกแถวนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนคือวันที่ 12 ตุลาคม 2537 ให้โจทก์คดีนี้ฟัง การที่โจทก์คดีนี้คงอยู่ต่อมาจนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2538 จึงเป็นละเมิด ดังนั้นที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดใน ช่วงระยะเวลาดังกล่าวจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและตึกแถวจึงเป็นการฟ้องแย้งเพื่อให้บังคับตามสิทธิที่เกิดจากผลของคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน โจทก์ก่อสร้างตึกแถวตามสัญญา ต่อมาจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาก่อสร้างตึกแถวและสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเลิกกันเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2528 ดังนั้น โจทก์จึงควรได้ค่าก่อสร้างตึกแถวเพียงเท่าที่ก่อสร้างจนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2528 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากตกลงกัน 6 เดือน หลังจากนั้นโจทก์ยังก่อสร้างตึกแถวอีก 3 เดือนจำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมรับผิดใช้ค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาทจำนวน 3 ห้องให้แก่โจทก์เนื่องจากเป็นการงานอันได้กระทำให้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ยังคงอยู่ในที่ดินและตึกพิพาทต่อมา จึงเห็นสมควรนำค่าเสียหายส่วนนี้มาหักกลบลบหนี้กับจำนวนค่าก่อสร้างตึกแถวจำนวน 3 ห้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 1,000,000 บาท แก่จำเลยทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 14,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและตึกแถวพิพาททั้งสามห้องและส่งมอบการครอบครองคืนแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ทำไปให้แก่โจกท์จำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันและตามที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 439/2531 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองพิพาทกันในมูลคดีเกี่ยวเนื่องกับคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดคนละแปลงเนื้อที่รวมประมาณ 200 ตารางวา จำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์ปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดินทั้งสองแปลง เมื่อปลูกสร้างเสร็จโจทก์จะยกตึกแถวบนที่ดินจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ 1 จะยกที่ดินพร้อมตึกแถวบนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นการตอบแทนตามสัญญาการสร้างบ้านเอกสารหมาย จ. 3 ต่อมาระหว่างปลูกสร้างตึกแถวไม่เสร็จ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาการสร้างบ้านและทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ แต่ยังไม่ได้ตกลงราคากัน และจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ปลูกสร้างตึกแถวต่อไปตามสำเนาบันทึกข้อตกลงการซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ. 4 ในที่สุดไม่สามารถตกลงราคาที่ดินกันได้ และตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โจทก์ก่อสร้างตึกแถวต่อจนแล้วเสร็จและเข้าอยู่ใช้ประโยชน์ จำเลยทั้งสองฟ้องขับไล่โจทก์ ศาลฎีกาพิพากษาให้ขับไล่โจทก์ โจทก์และบริวารออกจากตึกแถวพิพาทเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2538 ตึกแถวมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก ในคดีก่อนจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินฟ้องขับไล่โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างตึกแถวและเรียกค่าเสียหายเนื่องจากโจทก์คดีนี้ผิดสัญญาไม่ยอมส่งมอบตึกแถวแก่จำเลยทั้งสองตามสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเลิกกันคู่ความต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยโจทก์ต้องคืนที่ดินพร้อมตึกแถวซึ่งถือว่าเป็นส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสองในคดีนี้โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินและตึกแถวต่อไป ส่วนค่าเสียหายนั้นเนื่องจากได้ตกลงเลิกสัญญาแล้วโจทก์จึงไม่มีหน้าที่ส่งมอบตึกแถว จำเลยทั้งสองจึงเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ไม่ได้ พิพากษาให้ขับไล่โจทก์คดีนี้ออกจากที่ดินและตึกแถว ดังนั้น ผลของคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์คดีนี้โจทก์คดีนี้จึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินและตึกแถวนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนคือวันที่ 12 ตุลาคม 2537 ให้โจทก์คดีนี้ฟัง การที่โจทก์คดีนี้คงอยู่ต่อมาจนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2538 จึงเป็นละเมิด ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและตึกแถว จึงเป็นการฟ้องแย้งเพื่อให้บังคับตามสิทธิที่เกิดจากผลของคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน เดิมโจทก์ก่อสร้างตึกแถวตามสัญญา ต่อมาจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาก่อสร้างตึกแถวและสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเลิกกันเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2528 ตามที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ดังนั้น โจทก์จึงควรได้ค่าก่อสร้างตึกแถวเพียงเท่าที่ก่อสร้างถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2528 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากตกลงกัน 6 เดือน หลังจากนั้นยังก่อสร้างต่ออีก 3 เดือน จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาทจำนวน 3 ห้อง ให้แก่โจทก์เนื่องจากเป็นงานอันได้กระทำให้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ยังคงอยู่ในที่ดินและตึกพิพาทต่อมาดังได้วินิจฉัยในประเด็นที่สามแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจที่จะนำค่าเสียหายส่วนนี้มาหักกลบลบหนี้กับจำนวนค่าก่อสร้างตึกแถวจำนวน 3 ห้องได้ และเห็นสมควรกำหนดให้จำลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาทดังกล่าวเป็นเงิน 100,000 บาทและเห็นว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายมาจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแต่ชนะคดีเพียง 450,000 บาท เพื่อความเป็นธรรมและเหมาะสม ควรให้จำเลยทั้งสอง รับผิดใช้ค่าขึ้นศาลแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี มิใช่ตามจำนวนที่โจทก์เรียกร้องทั้งเป็นจำนวนที่จำเลยทั้งสองผู้แพ้คดีใช้เป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ แต่เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (ชุติมา จงสงวน-หัสดี ไกรทองสุก-กนก อินทรัมพรรย์) ศาลจังหวัดเลย - นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266330
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเลย",
        "judge": "นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082031762"
    }
}
date
2548
deka_no
3040/2548
deka_running_no
3040
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ชุติมา จงสงวน",
    "หัสดี ไกรทองสุก",
    "กนก อินทรัมพรรย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148",
            "ม. 177"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 341",
            "ม. 391"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายนิทัศน์ นันทนา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางหนูเกื้อ หอมทรัพย์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 1,000,000 บาท แก่จำเลยทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 14,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและตึกแถวพิพาททั้งสามห้องและส่งมอบการครอบครองคืนแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ทำไปให้แก่โจกท์จำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันและตามที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 439/2531 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองพิพาทกันในมูลคดีเกี่ยวเนื่องกับคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดคนละแปลงเนื้อที่รวมประมาณ 200 ตารางวา จำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์ปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดินทั้งสองแปลง เมื่อปลูกสร้างเสร็จโจทก์จะยกตึกแถวบนที่ดินจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ 1 จะยกที่ดินพร้อมตึกแถวบนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นการตอบแทนตามสัญญาการสร้างบ้านเอกสารหมาย จ. 3 ต่อมาระหว่างปลูกสร้างตึกแถวไม่เสร็จ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาการสร้างบ้านและทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ แต่ยังไม่ได้ตกลงราคากัน และจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ปลูกสร้างตึกแถวต่อไปตามสำเนาบันทึกข้อตกลงการซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ. 4 ในที่สุดไม่สามารถตกลงราคาที่ดินกันได้ และตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โจทก์ก่อสร้างตึกแถวต่อจนแล้วเสร็จและเข้าอยู่ใช้ประโยชน์ จำเลยทั้งสองฟ้องขับไล่โจทก์ ศาลฎีกาพิพากษาให้ขับไล่โจทก์ โจทก์และบริวารออกจากตึกแถวพิพาทเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2538 ตึกแถวมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก

ในคดีก่อนจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินฟ้องขับไล่โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างตึกแถวและเรียกค่าเสียหายเนื่องจากโจทก์คดีนี้ผิดสัญญาไม่ยอมส่งมอบตึกแถวแก่จำเลยทั้งสองตามสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเลิกกันคู่ความต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยโจทก์ต้องคืนที่ดินพร้อมตึกแถวซึ่งถือว่าเป็นส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสองในคดีนี้โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินและตึกแถวต่อไป ส่วนค่าเสียหายนั้นเนื่องจากได้ตกลงเลิกสัญญาแล้วโจทก์จึงไม่มีหน้าที่ส่งมอบตึกแถว จำเลยทั้งสองจึงเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ไม่ได้ พิพากษาให้ขับไล่โจทก์คดีนี้ออกจากที่ดินและตึกแถว ดังนั้น ผลของคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์คดีนี้โจทก์คดีนี้จึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินและตึกแถวนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนคือวันที่ 12 ตุลาคม 2537 ให้โจทก์คดีนี้ฟัง การที่โจทก์คดีนี้คงอยู่ต่อมาจนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2538 จึงเป็นละเมิด ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและตึกแถว จึงเป็นการฟ้องแย้งเพื่อให้บังคับตามสิทธิที่เกิดจากผลของคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

เดิมโจทก์ก่อสร้างตึกแถวตามสัญญา ต่อมาจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาก่อสร้างตึกแถวและสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเลิกกันเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2528 ตามที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ดังนั้น โจทก์จึงควรได้ค่าก่อสร้างตึกแถวเพียงเท่าที่ก่อสร้างถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2528 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากตกลงกัน 6 เดือน หลังจากนั้นยังก่อสร้างต่ออีก 3 เดือน จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาทจำนวน 3 ห้อง ให้แก่โจทก์เนื่องจากเป็นงานอันได้กระทำให้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ยังคงอยู่ในที่ดินและตึกพิพาทต่อมาดังได้วินิจฉัยในประเด็นที่สามแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจที่จะนำค่าเสียหายส่วนนี้มาหักกลบลบหนี้กับจำนวนค่าก่อสร้างตึกแถวจำนวน 3 ห้องได้ และเห็นสมควรกำหนดให้จำลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาทดังกล่าวเป็นเงิน 100,000 บาทและเห็นว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายมาจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแต่ชนะคดีเพียง 450,000 บาท เพื่อความเป็นธรรมและเหมาะสม ควรให้จำเลยทั้งสอง รับผิดใช้ค่าขึ้นศาลแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี มิใช่ตามจำนวนที่โจทก์เรียกร้องทั้งเป็นจำนวนที่จำเลยทั้งสองผู้แพ้คดีใช้เป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ แต่เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000821.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548