คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6053/2548 ฉบับเต็ม

#266338
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6053/2548 นายสุนทร ตันเลิศ โจทก์ นางคำดี ไชยพล จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง, มาตรา 349 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 55 การที่จำเลยว่าจ้าง น. ให้เป็นตัวแทนเรียกค่าเสียหายจาก ก. โดยจำเลยทำเป็นสัญญากู้เงิน น. ไว้ เท่ากับว่ามีการแปลงหนี้ใหม่จากหนี้จ้างทำของมาเป็นหนี้เงินกู้ หนี้จ้างทำของจึงระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญากู้เงินกับ น. ก่อน น. โอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ หนี้ตามสัญญากู้เงินจึงระงับ น. ไม่อาจโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์ยืนยันมาในคำฟ้องว่าระงับไปแล้วให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำสัญญากู้เงินดังกล่าวมาฟ้องบังคับจำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างนายนิยมเป็นเงิน 10,000 บาท เป็นตัวแทนช่วยเหลือเรียกค่าเสียหายจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินไว้เป็นหลักฐานและสัญญาว่าจะชำระเงินแก่นายนิยมเมื่อจำเลยได้รับค่าเสียหายจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้ว ต่อมาจำเลยได้บอกเลิกสัญญาต่อนายนิยม สัญญาระหว่างนายนิยมกับจำเลยจึงเป็นอันสิ้นสุดลง จำเลยจะต้องชำระเงินจำนวน 10,000 บาท แก่นายนิยมตามสัญญา ต่อมานายนิยมได้โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ และโจทก์ได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบและให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 10,000 บาท แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องได้ความว่า การทำสัญญากู้เงินดังกล่าวสืบเนื่องจากจำเลยได้ว่าจ้างให้นายนิยมเป็นตัวแทนเรียกค่าเสียหายจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นเงิน 10,000 บาท โดยให้จำเลยทำเป็นสัญญากู้เงินไว้ ดังนี้ เท่ากับว่ามีการแปลงหนี้ใหม่จากหนี้จ้างทำของ หนี้จ้างทำของดังกล่าวจึงเป็นอันระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 วรรคหนึ่ง และเมื่อข้อเท็จจริงได้จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยได้มีการบอกเลิกสัญญากู้เงินแล้ว จึงไม่มีหนี้ระหว่างนายนิยมกับจำเลยต่อไป นายนิยมย่อมไม่อาจโอนสิทธิเรียกร้องที่ระงับไปนั้นให้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวซึ่งระบุว่าเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2539 และโจทก์ยืนยันมาในคำฟ้องว่าสัญญากู้เงินดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วมาฟ้องบังคับจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาเป็นเงิน 400 บาท แทนจำเลย. (องอาจ โรจนสุพจน์-ธาดา กษิตินนท์-พีรพล พิชยวัฒน์) ศาลแขวงอุบลราชธานี - นายเทิดทูล ภาสะฐิติ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266338
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงอุบลราชธานี",
        "judge": "นายเทิดทูล ภาสะฐิติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082028665"
    }
}
date
2548
deka_no
6053/2548
deka_running_no
6053
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "ธาดา กษิตินนท์",
    "พีรพล พิชยวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 306 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 349 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุนทร ตันเลิศ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางคำดี ไชยพล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างนายนิยมเป็นเงิน 10,000 บาท เป็นตัวแทนช่วยเหลือเรียกค่าเสียหายจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินไว้เป็นหลักฐานและสัญญาว่าจะชำระเงินแก่นายนิยมเมื่อจำเลยได้รับค่าเสียหายจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้ว ต่อมาจำเลยได้บอกเลิกสัญญาต่อนายนิยม สัญญาระหว่างนายนิยมกับจำเลยจึงเป็นอันสิ้นสุดลง จำเลยจะต้องชำระเงินจำนวน 10,000 บาท แก่นายนิยมตามสัญญา ต่อมานายนิยมได้โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ และโจทก์ได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบและให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 10,000 บาท แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องได้ความว่า การทำสัญญากู้เงินดังกล่าวสืบเนื่องจากจำเลยได้ว่าจ้างให้นายนิยมเป็นตัวแทนเรียกค่าเสียหายจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นเงิน 10,000 บาท โดยให้จำเลยทำเป็นสัญญากู้เงินไว้ ดังนี้ เท่ากับว่ามีการแปลงหนี้ใหม่จากหนี้จ้างทำของ หนี้จ้างทำของดังกล่าวจึงเป็นอันระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 วรรคหนึ่ง และเมื่อข้อเท็จจริงได้จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยได้มีการบอกเลิกสัญญากู้เงินแล้ว จึงไม่มีหนี้ระหว่างนายนิยมกับจำเลยต่อไป นายนิยมย่อมไม่อาจโอนสิทธิเรียกร้องที่ระงับไปนั้นให้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวซึ่งระบุว่าเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2539 และโจทก์ยืนยันมาในคำฟ้องว่าสัญญากู้เงินดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วมาฟ้องบังคับจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาเป็นเงิน 400 บาท แทนจำเลย.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000792.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548