คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4713/2548 ฉบับเต็ม

#266341
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4713/2548 พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นายสำเริง สมจิตร์ จำเลย ป.อ. มาตรา 80, มาตรา 91, มาตรา 288 จำเลยใช้มีดดาบปลายแหลมยาว 2 ฟุต ใบมีดกว้าง 1 นิ้ว ซึ่งเป็นมีดดาบที่มีขนาดใหญ่ฟันผู้เสียหายที่ 1 บริเวณกลางหน้าผาก ลึกถึงกะโหลกศีรษะจนกะโหลกศีรษะร้าว หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้แสดงว่า จำเลยฟันผู้เสียหายที่ 1 โดยแรงบริเวณศีรษะอันเป็นอวัยวะสำคัญ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 อาจได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 จำเลยฟันผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ผู้เสียหายที่ 2 จะเข้าไปห้ามจึงถูกจำเลยทำร้ายอีก แสดงว่าในการฟันของจำเลยแต่ละครั้ง ความประสงค์และจุดมุ่งหมายในการฟันของจำเลยได้แยกออกจากกันว่าฟันครั้งใดจำเลยมุ่งประสงค์จะฟันผู้เสียหายคนใด มิใช่ฟันในขณะที่ชุลมุนกัน เจตนาที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายทั้งสองจึงแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดต่างกรรมกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 80, 91, 288 จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยแก้ไขคำให้การเป็นต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, มาตรา 295 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่า จำคุก 10 ปี และฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 1 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงลงโทษฐานพยายามฆ่า จำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 16 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? การที่จำเลยใช้มีดดาบปลายแหลม ฟันผู้เสียหายที่ 1 นั้น จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ แม้จำเลยใช้มีดดาบเป็นอาวุธฟันผู้เสียหายที่ 1 เพียง 1 ครั้ง ก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงอาวุธที่จำเลยใช้ทำร้ายซึ่งมีลักษณะเป็นมีดดาบปลายแหลมยาวทั้งด้าม 2 ฟุต ใบมีดกว้าง 1 นิ้ว แล้ว เห็นได้ว่า เป็นมีดดาบที่มีขนาดใหญ่ใช้ทำร้ายคนให้ถึงแก่ชีวิตได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงตำแหน่งและสภาพของบาดแผลตามรายงานของแพทย์ผู้ให้การรักษาผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลอยู่กลางหน้าผาก ลึกถึงกะโหลกศีรษะจนกะโหลกศีรษะร้าว ต้องใช้เวลารักษาบาดแผลประมาณ 1 เดือน ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีก็อันตรายถึงแก่เสียชีวิตได้ ย่อมแสดงว่าจำเลยฟันผู้เสียหายที่ 1 โดยแรงบริเวณศีรษะอันเป็นอวัยวะสำคัญ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้อาวุธมีดขนาดใหญ่ฟันลงไปกลางหน้าผากโดยแรงเช่นนี้ ผู้เสียหายที่ 1 อาจได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 จึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำต่อผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยฟันผู้เสียหายที่ 1 ไปแล้ว ผู้เสียหายที่ 2 จะเข้าไปห้าม จึงถูกจำเลยทำร้ายอีก แสดงว่าในการฟันของจำเลยแต่ละครั้งความประสงค์และจุดมุ่งหมายในการฟันของจำเลยได้แยกออกจากกันว่าฟันครั้งใดจำเลยมุ่งประสงค์จะฟันผู้เสียหายคนใด มิใช่ฟันในขณะที่ชุลมุนกัน เจตนาที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายทั้งสองจึงแยกออกจากกันได้ หาใช่ว่าเมื่อเป็นการกระทำต่อเนื่องแล้วจะต้องเป็นความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดต่างกรรมกันจึงชอบแล้ว พิพากษายืน. (บุญรอด ตันประเสริฐ-พีรพล จันทร์สว่าง-สมชัย จึงประเสริฐ) ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายไพบูลย์ ไพทยะทัต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266341
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา",
        "judge": "นายไพบูลย์ ไพทยะทัต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายเฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082030150"
    }
}
date
2548
deka_no
4713/2548
deka_running_no
4713
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "บุญรอด ตันประเสริฐ",
    "พีรพล จันทร์สว่าง",
    "สมชัย จึงประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 80",
            "ม. 91",
            "ม. 288"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสำเริง สมจิตร์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 80, 91, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยแก้ไขคำให้การเป็นต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, มาตรา 295 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่า จำคุก 10 ปี และฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 1 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงลงโทษฐานพยายามฆ่า จำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 16 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? การที่จำเลยใช้มีดดาบปลายแหลม ฟันผู้เสียหายที่ 1 นั้น จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ แม้จำเลยใช้มีดดาบเป็นอาวุธฟันผู้เสียหายที่ 1 เพียง 1 ครั้ง ก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงอาวุธที่จำเลยใช้ทำร้ายซึ่งมีลักษณะเป็นมีดดาบปลายแหลมยาวทั้งด้าม 2 ฟุต ใบมีดกว้าง 1 นิ้ว แล้ว เห็นได้ว่า เป็นมีดดาบที่มีขนาดใหญ่ใช้ทำร้ายคนให้ถึงแก่ชีวิตได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงตำแหน่งและสภาพของบาดแผลตามรายงานของแพทย์ผู้ให้การรักษาผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลอยู่กลางหน้าผาก ลึกถึงกะโหลกศีรษะจนกะโหลกศีรษะร้าว ต้องใช้เวลารักษาบาดแผลประมาณ 1 เดือน ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีก็อันตรายถึงแก่เสียชีวิตได้ ย่อมแสดงว่าจำเลยฟันผู้เสียหายที่ 1 โดยแรงบริเวณศีรษะอันเป็นอวัยวะสำคัญ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้อาวุธมีดขนาดใหญ่ฟันลงไปกลางหน้าผากโดยแรงเช่นนี้ ผู้เสียหายที่ 1 อาจได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 จึงชอบแล้ว

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำต่อผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยฟันผู้เสียหายที่ 1 ไปแล้ว ผู้เสียหายที่ 2 จะเข้าไปห้าม จึงถูกจำเลยทำร้ายอีก แสดงว่าในการฟันของจำเลยแต่ละครั้งความประสงค์และจุดมุ่งหมายในการฟันของจำเลยได้แยกออกจากกันว่าฟันครั้งใดจำเลยมุ่งประสงค์จะฟันผู้เสียหายคนใด มิใช่ฟันในขณะที่ชุลมุนกัน เจตนาที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายทั้งสองจึงแยกออกจากกันได้ หาใช่ว่าเมื่อเป็นการกระทำต่อเนื่องแล้วจะต้องเป็นความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดต่างกรรมกันจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000806.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548