คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4005/2547 ฉบับเต็ม

#266368
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4005/2547 นายวิลาศ ล่องอำไพ โจทก์ นายจำนง บุญญานุกูล จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 150 พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา โจทก์ฟ้องว่า สำนักอำนวยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ให้จำเลยทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองเป็นการไม่ชอบ ขอให้บังคับจำเลยให้ไปดำเนินการยกเลิกสิทธิที่มีอยู่ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) โจทก์ไม่ได้เรียกเอาที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ โจทก์เสียค่าขึ้นศาล มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงให้คืนส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการขอยกเลิกสิทธิที่มีอยู่ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนากับให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไปดำเนินการขอยกเลิกสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจาก วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์สาธารณะอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ดังนั้นแม้โจทก์จะอ้างว่าครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนทางราชการประกาศให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินก็ตาม แต่เมื่อทางราชการประกาศให้เขตที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ สำนักงาน การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมย่อมมีสิทธิที่จะทำไปให้บุคคลใดที่มีคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วนเข้าครอบครอง ทำประโยชน์ได้ เมื่อทางสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ตรวจสอบคุณสมบัติของจำเลยแล้ว อนุญาตให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์จะอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาแต่เดิมหาได้ไม่ เมื่อจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะปกป้องสิทธิของตนในที่ดินพิพาทโดยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจในกรณีมีผู้บุกรุกได้ หาเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ดังฟ้องไม่ และคดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการขอยกเลิกสิทธิที่มีอยู่ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ไม่ได้เรียกเอาที่ดินมาเป็นของโจทก์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงให้คืนส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนจำเลย คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ . (วิบูลย์ มีอาสา-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์) ศาลจังหวัดไชยา - นายสุภชัย ศิริบูรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวิทยา จิญกาญจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266368
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดไชยา",
        "judge": "นายสุภชัย ศิริบูรณ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายวิทยา จิญกาญจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082039461"
    }
}
date
2547
deka_no
4005/2547
deka_running_no
4005
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "วิบูลย์ มีอาสา",
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวิลาศ ล่องอำไพ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจำนง บุญญานุกูล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการขอยกเลิกสิทธิที่มีอยู่ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนากับให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไปดำเนินการขอยกเลิกสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจาก วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์สาธารณะอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ดังนั้นแม้โจทก์จะอ้างว่าครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนทางราชการประกาศให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินก็ตาม แต่เมื่อทางราชการประกาศให้เขตที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ สำนักงาน การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมย่อมมีสิทธิที่จะทำไปให้บุคคลใดที่มีคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วนเข้าครอบครอง ทำประโยชน์ได้ เมื่อทางสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ตรวจสอบคุณสมบัติของจำเลยแล้ว อนุญาตให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์จะอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาแต่เดิมหาได้ไม่ เมื่อจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะปกป้องสิทธิของตนในที่ดินพิพาทโดยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจในกรณีมีผู้บุกรุกได้ หาเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ดังฟ้องไม่ และคดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการขอยกเลิกสิทธิที่มีอยู่ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ไม่ได้เรียกเอาที่ดินมาเป็นของโจทก์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงให้คืนส่วนที่เกินมาแก่โจทก์

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนจำเลย คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ .
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000890.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547