คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1515/2547 ฉบับเต็ม

#266382
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1515/2547 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายไพรัตน์หรือวิรัตน์หรือรัตน์ ใจแกล้ว จำเลย ป.อ. มาตรา 29, มาตรา 30, มาตรา 56 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 , 30 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุกจำเลย 1 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้จำเลยได้ชำระค่าปรับและรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติอันเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นครบถ้วนแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นไม่ปรับ จำเลยย่อมขอรับเงินค่าปรับที่ชำระไปแล้วคืนได้ ส่วนการรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติเป็นวิธีการแก้ไขไม่ให้จำเลยไปกระทำความผิดอีก มิใช่การลงโทษตามกฎหมาย ไม่ถือว่าจำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นเกินกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 , 83 , 288 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 9 เดือน และปรับ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 , 30 (ที่ถูก ยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่า) โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จำคุก 1 เดือน ไม่ลดโทษให้ ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายถูกพวกของจำเลยใช้มีดปลายแหลมแทงประทุษร้ายได้รับบาดเจ็บจนล้มลงนอนที่พื้น แม้จำเลยมิได้ร่วมกับพวกใช้มีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายก็ตาม แต่การที่จำเลยเข้าไปเตะผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมากนั้นอาจเป็นผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ชีวิตได้ พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรง ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่า จำเลยได้ชำระค่าปรับและรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ อันเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นครบถ้วนแล้ว หากจำเลยถูกจำคุกอีก 1 เดือน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยจะต้องรับโทษหนักขึ้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์ก็ยังคงอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามฟ้อง คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงยังอาจใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ส่วนค่าปรับที่จำเลยชำระไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยย่อมขอรับเงินค่าปรับที่ชำระไปแล้วคืนได้ กรณีไม่ถือว่าจำเลยจะต้องรับโทษหนักขึ้นตามที่จำเลยฎีกา และที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบิดามารดาที่ชราภาพแล้วก็เป็นเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลย ซึ่งบุคคลทั่วไปในสถานะเช่นเดียวกันกับจำเลยต่างมีภาระหน้าที่ดังกล่าวเช่นเดียวกัน พฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (ชวลิต ตุลยสิงห์-พิชิต คำแฝง-ขวัญชัย ปิ่นรอด) ศาลจังหวัดสงขลา - นายชาญชัย ณ พิกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายประสงค์ คุณาจิรภรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266382
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นายชาญชัย ณ พิกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายประสงค์ คุณาจิรภรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041196"
    }
}
date
2547
deka_no
1515/2547
deka_running_no
1515
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "พิชิต คำแฝง",
    "ขวัญชัย ปิ่นรอด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 29",
            "ม. 30",
            "ม. 56"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายไพรัตน์หรือวิรัตน์หรือรัตน์ ใจแกล้ว"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 , 83 , 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 9 เดือน และปรับ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 , 30 (ที่ถูก ยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่า)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จำคุก 1 เดือน ไม่ลดโทษให้ ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายถูกพวกของจำเลยใช้มีดปลายแหลมแทงประทุษร้ายได้รับบาดเจ็บจนล้มลงนอนที่พื้น แม้จำเลยมิได้ร่วมกับพวกใช้มีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายก็ตาม แต่การที่จำเลยเข้าไปเตะผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมากนั้นอาจเป็นผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ชีวิตได้ พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรง ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่า จำเลยได้ชำระค่าปรับและรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ อันเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นครบถ้วนแล้ว หากจำเลยถูกจำคุกอีก 1 เดือน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยจะต้องรับโทษหนักขึ้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์ก็ยังคงอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามฟ้อง คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงยังอาจใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ส่วนค่าปรับที่จำเลยชำระไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยย่อมขอรับเงินค่าปรับที่ชำระไปแล้วคืนได้ กรณีไม่ถือว่าจำเลยจะต้องรับโทษหนักขึ้นตามที่จำเลยฎีกา และที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบิดามารดาที่ชราภาพแล้วก็เป็นเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลย ซึ่งบุคคลทั่วไปในสถานะเช่นเดียวกันกับจำเลยต่างมีภาระหน้าที่ดังกล่าวเช่นเดียวกัน พฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000906.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547