คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5093/2548 ฉบับเต็ม

#266400
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5093/2548 พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี โจทก์ นายพัลลภ ทรัพย์คำนูณ โจทก์ร่วม นายจิระศักดิ์หรือต้น คำสุข กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 56, มาตรา 72 ป.วิ.อ. มาตรา 213 ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปตามถนนทางสาธารณะกับเพื่อนและได้พบกับจำเลยทั้งสามโดยบังเอิญ จำเลยทั้งสามขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามรถโจทก์ร่วมไปเป็นระยะทางไกลและนานพอสมควร อ้างว่าเพื่อสอบถามโจทก์ร่วมว่าด่าว่าอะไรจำเลยที่ 1 เมื่อถึงที่เกิดเหตุรถไล่ตามกันทัน จำเลยที่ 1 ใช้มีดดาบฟันถูกโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส พฤติการณ์ส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันไล่ติดตามไปเพื่อทำร้ายโจทก์ร่วมมิใช่เพื่อสอบถาม ส่วนเหตุการณ์ที่โจทก์ร่วมกับพวกร่วมกันทำร้ายจำเลยที่ 1 ก็เกิดขึ้นก่อนเกิดเหตุคดีนี้เป็นเวลานานถึง 1 ปีมาแล้ว จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าใช้มีดดาบฟันโจทก์ร่วมเพราะเหตุบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 ไม่ได้ เพราะมิใช่การกระทำความผิดต่อโจทก์ร่วมผู้ข่มเหงตนในขณะนั้น แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามจะได้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน แต่จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายอยู่ตรงกลาง และมีจำเลยที่ 3 นั่งซ้อนท้ายสุดในขณะที่ไล่ติดตามรถโจทก์ร่วม โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้เป็นผู้ใช้อาวุธมีดดาบฟันโจทก์ร่วมด้วยตนเองแต่อย่างใด ประกอบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อายุยังน้อย และไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อเห็นแก่อนาคตของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อศาลรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย และแม้คดีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะยุติไปโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้อุทธรณ์และฎีกาก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ___________________________ คดีเดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1902/2546 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยทั้งสองในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ เรียกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1902/2546 ว่าจำเลยที่ 3 แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 83, 371 จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าใช้มีดดาบเป็นอาวุธฟันทำร้ายผู้เสียหายจริง แต่กระทำไปโดยบันดาลโทสะ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายพัลลภผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่า ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 371, 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสามต่างมีอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 76 ฐานร่วมกันพาอาวุธมีด ปรับคนละ 50 บาท ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 5 ปี คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 25 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น โดยจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดดาบฟันโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดขณะโจทก์ร่วมนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ป๊อปซึ่งเป็นรถขนาดเล็กไปตามถนนทางสาธารณะกับนายไพรัตน์เพียงสองคนและได้พบกับจำเลยทั้งสามโดยบังเอิญ จำเลยทั้งสามขับรถจักรยานยนต์ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าไล่ติดตามรถโจทก์ร่วมไปเป็นระยะทางไกลและนานพอสมควร อ้างว่าเพื่อสอบถามโจทก์ร่วมว่าด่าว่าอะไรจำเลยที่ 1 เมื่อถึงที่เกิดเหตุรถไล่ตามกันทัน จำเลยที่ 1 ใช้มีดดาบยาวประมาณ 70 เซนติเมตร ฟันโจทก์ร่วมถูกที่กกหูขวาโดยแรง เป็นบาดแผลยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ลึกประมาณ 1 เซนติเมตร หลอดเลือดดำใหญ่ฉีกขาด กระโหลกศีรษะแตก พฤติการณ์ส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันไล่ติดตามไปเพื่อทำร้ายโจทก์ร่วมมิใช่เพื่อสอบถาม ข้อที่อ้างว่าโจทก์ร่วมด่าว่าให้ของลับและชักอาวุธมีดออกมาทำร้ายตนก่อนนั้น จำเลยที่ 1 เพียงยกขึ้นอ้างลอย ๆ ในชั้นพิจารณาไม่มีน้ำหนักรับฟัง ส่วนเหตุการณ์ที่โจทก์ร่วมกับพวกร่วมกันทำร้ายจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสก็เกิดขึ้นก่อนเกิดเหตุคดีนี้เป็นเวลานานถึง 1 ปี มาแล้ว จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าใช้มีดดาบฟันโจทก์ร่วมเพราะเหตุบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 ไม่ได้ เพราะมิใช่การกระทำความผิดต่อโจทก์ร่วมผู้ข่มเหงตนในขณะนั้น อนึ่ง คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามจะได้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน แต่จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายอยู่ตรงกลาง และมีจำเลยที่ 3 นั่งซ้อนท้ายสุดในขณะที่ไล่ติดตามรถโจทก์ร่วม โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้เป็นผู้ใช้อาวุธมีดดาบฟันโจทก์ร่วมด้วยตนเองแต่อย่างใด ประกอบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อายุยังน้อยเพื่อเห็นแก่อนาคตของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อศาลรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย และแม้คดีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะยุติไปโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้อุทธรณ์และฎีกาก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามไว้มีกำหนด 3 ปี ให้จำเลยทั้งสามไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติประจำศาลราชบุรีทุก 3 เดือน ภายในกำหนด 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7. (สุรภพ ปัทมะสุคนธ์-พิชิต คำแฝง-เฉลิมชัย จารุไพบูลย์) ศาลจังหวัดราชบุรี - นายโกสินทร์ ฤทธิรงค์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายอร่าม แย้มสอาด แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266400
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดราชบุรี",
        "judge": "นายโกสินทร์ ฤทธิรงค์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายอร่าม แย้มสอาด"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082029733"
    }
}
date
2548
deka_no
5093/2548
deka_running_no
5093
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สุรภพ ปัทมะสุคนธ์",
    "พิชิต คำแฝง",
    "เฉลิมชัย จารุไพบูลย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 56",
            "ม. 72"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 213"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายพัลลภ ทรัพย์คำนูณ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจิระศักดิ์หรือต้น คำสุข กับพวก"
    }
]
long_text
คดีเดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1902/2546 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยทั้งสองในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ เรียกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1902/2546 ว่าจำเลยที่ 3 แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 83, 371

จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าใช้มีดดาบเป็นอาวุธฟันทำร้ายผู้เสียหายจริง แต่กระทำไปโดยบันดาลโทสะ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายพัลลภผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่า ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 371, 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสามต่างมีอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 76 ฐานร่วมกันพาอาวุธมีด ปรับคนละ 50 บาท ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 5 ปี คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 25 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น โดยจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดดาบฟันโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดขณะโจทก์ร่วมนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ป๊อปซึ่งเป็นรถขนาดเล็กไปตามถนนทางสาธารณะกับนายไพรัตน์เพียงสองคนและได้พบกับจำเลยทั้งสามโดยบังเอิญ จำเลยทั้งสามขับรถจักรยานยนต์ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าไล่ติดตามรถโจทก์ร่วมไปเป็นระยะทางไกลและนานพอสมควร อ้างว่าเพื่อสอบถามโจทก์ร่วมว่าด่าว่าอะไรจำเลยที่ 1 เมื่อถึงที่เกิดเหตุรถไล่ตามกันทัน จำเลยที่ 1 ใช้มีดดาบยาวประมาณ 70 เซนติเมตร ฟันโจทก์ร่วมถูกที่กกหูขวาโดยแรง เป็นบาดแผลยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ลึกประมาณ 1 เซนติเมตร หลอดเลือดดำใหญ่ฉีกขาด กระโหลกศีรษะแตก พฤติการณ์ส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันไล่ติดตามไปเพื่อทำร้ายโจทก์ร่วมมิใช่เพื่อสอบถาม ข้อที่อ้างว่าโจทก์ร่วมด่าว่าให้ของลับและชักอาวุธมีดออกมาทำร้ายตนก่อนนั้น จำเลยที่ 1 เพียงยกขึ้นอ้างลอย ๆ ในชั้นพิจารณาไม่มีน้ำหนักรับฟัง ส่วนเหตุการณ์ที่โจทก์ร่วมกับพวกร่วมกันทำร้ายจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสก็เกิดขึ้นก่อนเกิดเหตุคดีนี้เป็นเวลานานถึง 1 ปี มาแล้ว จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าใช้มีดดาบฟันโจทก์ร่วมเพราะเหตุบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 ไม่ได้ เพราะมิใช่การกระทำความผิดต่อโจทก์ร่วมผู้ข่มเหงตนในขณะนั้น

อนึ่ง คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามจะได้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน แต่จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายอยู่ตรงกลาง และมีจำเลยที่ 3 นั่งซ้อนท้ายสุดในขณะที่ไล่ติดตามรถโจทก์ร่วม โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้เป็นผู้ใช้อาวุธมีดดาบฟันโจทก์ร่วมด้วยตนเองแต่อย่างใด ประกอบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อายุยังน้อยเพื่อเห็นแก่อนาคตของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อศาลรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย และแม้คดีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะยุติไปโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้อุทธรณ์และฎีกาก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามไว้มีกำหนด 3 ปี ให้จำเลยทั้งสามไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติประจำศาลราชบุรีทุก 3 เดือน ภายในกำหนด 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000802.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548