คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6085/2548 ฉบับเต็ม

#266419
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6085/2548 บริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน) โจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้าน บริษัทสหวิริยาซิสเท็ม จำกัด จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22, มาตรา 155, มาตรา 179 (3) เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้วอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านแต่ผู้เดียวตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 ทรัพย์สินของลูกหนี้ที่รวบรวมในคดีนี้ผู้คัดค้านได้มาจากการอายัดเงินฝากของลูกหนี้ที่ธนาคารกับเงินตามคำพิพากษาตามยอมและค่าขึ้นศาลในคดีแพ่ง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยการร้องขอให้ยึด อายัด หรือชี้ช่องให้รับเงินแต่ประการใด การที่โจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย เป็นการใช้สิทธิทางศาลให้มีการนำกระบวนการทางกฎหมายมาจัดการกับทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายของลูกหนี้ มิใช่กระทำเพื่อประโยชน์ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดหรือไม่เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาเอาความจริงจากข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่าโจทก์นำสืบแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จหรือแกล้งให้ศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ใช้อำนาจบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ ถือว่าผู้คัดค้านได้ใช้ดุลพินิจดำเนินการอายัดและรับเงินของลูกหนี้เอง ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 155 และ 179 (3) ที่จะออกคำสั่งให้โจทก์ต้องนำค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายมาชำระ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2545 ลูกหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา คดีถึงที่สุด โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2547 ผู้คัดค้านได้แจ้งให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมร้อยละ 3.5 ของเงินที่ผู้คัดค้านรวบรวมได้จากลูกหนี้ (7,767,370.96 บาท) และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมเป็นเงิน 280,000 บาท มาวางต่อผู้คัดค้าน มิฉะนั้นจะรายงานศาลเพื่อออกหมายบังคับคดีเอาแก่โจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 ขอให้ผู้คัดค้านมีคำวินิจฉัยเรื่องค่าธรรมเนียมอีกครั้ง ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านไม่ถูกต้องเพราะความรับผิดในค่าธรรมเนียม ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 155 นั้น โจทก์รับผิดชอบเป็นผู้ทดรองจ่ายเท่านั้น เมื่อผู้คัดค้านรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ได้แล้วก็จะต้องคืนเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายไป โดยจ่ายจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ การรวบรวมเงินในคดีนี้เกิดขึ้นโดยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของผู้คัดค้านมิได้เกิดจากการร้องขอให้ยึด อายัด หรือชี้ช่องของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดกระบวนการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในการฟ้องลูกหนี้ต่อศาล แต่กระทำไปเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย แม้ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 (3) จะให้คิดค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายก็ควรหักจากเงินที่รวบรวมได้เพราะเป็นค่าธรรมเนียมอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คัดค้านตามกฎหมาย และลูกหนี้มีส่วนรับผิดเพราะต้องผูกพันตามคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้วผู้คัดค้านต้องรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ ลูกหนี้อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คดีถึงที่สุด คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดย่อมสิ้นผลไป บรรดากิจการที่ได้ดำเนินไปย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม เงินที่ผู้คัดค้านได้รับมาต้องคืนแก่ลูกหนี้และถือไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายที่จะนำมาใช้จ่ายได้ โจทก์ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 155 ผู้คัดค้านต้องคืนเงินที่รับมาเพราะไม่มีการจำหน่าย จึงต้องคิดค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินนั้นตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 (3) ขอให้ยกคำร้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำสั่งของผู้คัดค้านที่สั่งให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวน 280,000 บาท ไปชำระต่อผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า โจทก์มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องชำระค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้วอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินย่อมเป็นของผู้คัดค้านแต่ผู้เดียวตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 ได้ความจากคำคัดค้านของผู้คัดค้านว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ผู้คัดค้านรวบรวมมาจำนวนดังกล่าวข้างต้นนั้น ผู้คัดค้านได้มาจากการอายัดเงินฝากของลูกหนี้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) กับรับเงินตามคำพิพากษาตามยอมและค่าขึ้นศาลในคดีแพ่งของศาลแพ่ง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยการร้องขอให้ยึด อายัด หรือชี้ช่องให้รับเงินแต่ประการใด ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาก่อให้เกิดคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ซึ่งมีผลให้ผู้คัดค้านมีอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ แต่เมื่อเงินที่ผู้คัดค้านรวบรวมไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายต้องส่งคืนไปโดยไม่มีการจำหน่ายเพราะศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ผู้คัดค้านจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้โจทก์รับผิดนำค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายมาชำระต่อผู้คัดค้านตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 155, 179 (3) นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย เป็นการใช้สิทธิทางศาลให้มีการนำกระบวนการทางกฎหมายมาจัดการกับทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายของลูกหนี้ มิใช่กระทำเพื่อประโยชน์ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดหรือไม่เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาเอาความจริงจากข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่าโจทก์นำสืบแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จหรือแกล้งให้ศาลหรือผู้คัดค้านใช้อำนาจบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ จึงต้องถือว่าผู้คัดค้านได้ใช้ดุลพินิจดำเนินการอายัดและรับเงินของลูกหนี้เอง ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ที่จะออกคำสั่งให้โจทก์ต้องนำค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายมาชำระต่อผู้คัดค้านได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ. (กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ-สมชาย พงษธา-สุพัฒน์ บุญยุบล) ศาลล้มละลายกลาง - นายวิญญู พิชัย ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266419
courts
[
    {
        "court": "ศาลล้มละลายกลาง",
        "judge": "นายวิญญู พิชัย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082028662"
    }
}
date
2548
deka_no
6085/2548
deka_running_no
6085
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ",
    "สมชาย พงษธา",
    "สุพัฒน์ บุญยุบล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 22",
            "ม. 155",
            "ม. 179 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทสหวิริยาซิสเท็ม จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2545 ลูกหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา คดีถึงที่สุด

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2547 ผู้คัดค้านได้แจ้งให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมร้อยละ 3.5 ของเงินที่ผู้คัดค้านรวบรวมได้จากลูกหนี้ (7,767,370.96 บาท) และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมเป็นเงิน 280,000 บาท มาวางต่อผู้คัดค้าน มิฉะนั้นจะรายงานศาลเพื่อออกหมายบังคับคดีเอาแก่โจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 ขอให้ผู้คัดค้านมีคำวินิจฉัยเรื่องค่าธรรมเนียมอีกครั้ง ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านไม่ถูกต้องเพราะความรับผิดในค่าธรรมเนียม ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 155 นั้น โจทก์รับผิดชอบเป็นผู้ทดรองจ่ายเท่านั้น เมื่อผู้คัดค้านรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ได้แล้วก็จะต้องคืนเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายไป โดยจ่ายจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ การรวบรวมเงินในคดีนี้เกิดขึ้นโดยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของผู้คัดค้านมิได้เกิดจากการร้องขอให้ยึด อายัด หรือชี้ช่องของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดกระบวนการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในการฟ้องลูกหนี้ต่อศาล แต่กระทำไปเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย แม้ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 (3) จะให้คิดค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายก็ควรหักจากเงินที่รวบรวมได้เพราะเป็นค่าธรรมเนียมอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คัดค้านตามกฎหมาย และลูกหนี้มีส่วนรับผิดเพราะต้องผูกพันตามคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้วผู้คัดค้านต้องรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ ลูกหนี้อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คดีถึงที่สุด คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดย่อมสิ้นผลไป บรรดากิจการที่ได้ดำเนินไปย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม เงินที่ผู้คัดค้านได้รับมาต้องคืนแก่ลูกหนี้และถือไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายที่จะนำมาใช้จ่ายได้ โจทก์ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 155 ผู้คัดค้านต้องคืนเงินที่รับมาเพราะไม่มีการจำหน่าย จึงต้องคิดค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินนั้นตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 (3) ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำสั่งของผู้คัดค้านที่สั่งให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวน 280,000 บาท ไปชำระต่อผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า โจทก์มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องชำระค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้วอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินย่อมเป็นของผู้คัดค้านแต่ผู้เดียวตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 ได้ความจากคำคัดค้านของผู้คัดค้านว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ผู้คัดค้านรวบรวมมาจำนวนดังกล่าวข้างต้นนั้น ผู้คัดค้านได้มาจากการอายัดเงินฝากของลูกหนี้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) กับรับเงินตามคำพิพากษาตามยอมและค่าขึ้นศาลในคดีแพ่งของศาลแพ่ง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยการร้องขอให้ยึด อายัด หรือชี้ช่องให้รับเงินแต่ประการใด ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาก่อให้เกิดคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ซึ่งมีผลให้ผู้คัดค้านมีอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ แต่เมื่อเงินที่ผู้คัดค้านรวบรวมไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายต้องส่งคืนไปโดยไม่มีการจำหน่ายเพราะศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ผู้คัดค้านจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้โจทก์รับผิดนำค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายมาชำระต่อผู้คัดค้านตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 155, 179 (3) นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย เป็นการใช้สิทธิทางศาลให้มีการนำกระบวนการทางกฎหมายมาจัดการกับทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายของลูกหนี้ มิใช่กระทำเพื่อประโยชน์ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดหรือไม่เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาเอาความจริงจากข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่าโจทก์นำสืบแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จหรือแกล้งให้ศาลหรือผู้คัดค้านใช้อำนาจบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ จึงต้องถือว่าผู้คัดค้านได้ใช้ดุลพินิจดำเนินการอายัดและรับเงินของลูกหนี้เอง ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ที่จะออกคำสั่งให้โจทก์ต้องนำค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายมาชำระต่อผู้คัดค้านได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000792.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548