คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7475/2548 ฉบับเต็ม

#266422
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7475/2548 นางมาลี ชมกลิ่น กับพวก โจทก์ นายสุวรรณ ถิระพานิช จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ส. เจ้าของที่ดินยกทางเดินให้ที่ดินเป็นทางสาธารณะ โจทก์ทั้งห้าใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งห้าสู่ทางสาธารณะเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ทางพิพาทจึงเป็นทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้า ที่ดินของโจทก์ทั้งห้ามีที่ดินแปลงอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินของโจทก์ทั้งห้า ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นนั้น แม้จะเป็นการแสดงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ทางพิพาทเป็นทางสามประเภทดังกล่าว แต่ก็ได้แสดงลักษณะของการเป็นทางในแต่ละประเภทนั้นไว้ และฟ้องดังกล่าวมีคำขอให้บังคับเกี่ยวกับทางพิพาทประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงประเภทเดียวในจำนวนนั้น ซึ่งทางพิพาทจะเข้าลักษณะเป็นทางประเภทใด ย่อมขึ้นอยู่กับการพิจารณารับฟังข้อเท็จจริง หากได้ความว่าทางพิพาทเป็นทางประเภทใด ศาลย่อมพิพากษาและบังคับตามคำขออย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่พิจารณาได้ความ ทั้งจำเลยก็ให้การปฏิเสธฟ้องโดยสิ้นเชิงว่า ทางพิพาทไม่ได้เป็นทางทั้งสามประเภทดังกล่าวอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยเข้าใจฟ้องโจทก์แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ___________________________ โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนที่ดินส่วนที่เป็นถนนซอยย่าสุ่นอุทิศในโฉนดเลขที่ 73 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร กว้าง 6 เมตร ยาว 380 เมตร เป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าและที่ดินของประชาชนผู้ใช้ถนนซอยย่าสุ่นอุทิศเป็นทางเข้าออกทุกแปลง หรือพิพากษาให้เป็นทางจำเป็นแก่โจทก์ทั้งห้า และยอมให้ทางราชการสำนักงานเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เข้าทำการปรับปรุงที่ดินถนนซอยย่าสุ่นอุทิศ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 73 เลขที่ 4382 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร กว้าง 6 เมตร ยาว 380 เมตร เป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อแรกที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์บรรยายว่า นางสาวสุ่นเจ้าของที่ดินยกทางเดินในที่ดินให้เป็นทางสาธารณะต่อมามีการขยายทางเป็นทางพิพาท โจทก์ทั้งห้าใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งห้าสู่ทางสาธารณะเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ทางพิพาทจึงเป็นทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้า ที่ดินของโจทก์ทั้งห้ามีที่ดินแปลงอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินของโจทก์ทั้งห้า ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นนั้น แม้จะเป็นการแสดงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ทางพิพาทเป็นทางสามประเภทดังกล่าว แต่ก็ได้แสดงลักษณะของการเป็นทางในแต่ละประเภทนั้นไว้ และคำฟ้องดังกล่าวมีคำขอให้บังคับเกี่ยวกับทางพิพาทประเภทเดียวในจำนวนนั้น ซึ่งทางพิพาทเป็นทางประเภทใดย่อมขึ้นอยู่กับการพิจารณารับฟังข้อเท็จจริง หากได้ความว่าทางพิพาทเป็นทางประเภทใด ศาลย่อมพิพากษาและบังคับตามคำขออย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่พิจารณาได้ความ ทั้งจำเลยก็ให้การปฏิเสธฟ้องโดยสิ้นเชิงว่า ทางพิพาทไม่ได้เป็นทางทั้งสามประเภทดังกล่าว อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยเข้าใจคำฟ้องโจทก์แล้ว คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม? พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (นินนาท สาครรัตน์-จรัส พวงมณี-สถิตย์ ทาวุฒิ) ศาลแพ่ง - นายสุรพล เอี่ยมอธิคม ศาลอุทธรณ์ - นายพิสิฐ ฐิติภัค แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266422
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายสุรพล เอี่ยมอธิคม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายพิสิฐ ฐิติภัค"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027727"
    }
}
date
2548
deka_no
7475/2548
deka_running_no
7475
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "นินนาท สาครรัตน์",
    "จรัส พวงมณี",
    "สถิตย์ ทาวุฒิ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 172 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางมาลี ชมกลิ่น กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุวรรณ ถิระพานิช"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนที่ดินส่วนที่เป็นถนนซอยย่าสุ่นอุทิศในโฉนดเลขที่ 73 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร กว้าง 6 เมตร ยาว 380 เมตร เป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าและที่ดินของประชาชนผู้ใช้ถนนซอยย่าสุ่นอุทิศเป็นทางเข้าออกทุกแปลง หรือพิพากษาให้เป็นทางจำเป็นแก่โจทก์ทั้งห้า และยอมให้ทางราชการสำนักงานเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เข้าทำการปรับปรุงที่ดินถนนซอยย่าสุ่นอุทิศ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 73 เลขที่ 4382 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร กว้าง 6 เมตร ยาว 380 เมตร เป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อแรกที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์บรรยายว่า นางสาวสุ่นเจ้าของที่ดินยกทางเดินในที่ดินให้เป็นทางสาธารณะต่อมามีการขยายทางเป็นทางพิพาท โจทก์ทั้งห้าใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งห้าสู่ทางสาธารณะเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ทางพิพาทจึงเป็นทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้า ที่ดินของโจทก์ทั้งห้ามีที่ดินแปลงอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินของโจทก์ทั้งห้า ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นนั้น แม้จะเป็นการแสดงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ทางพิพาทเป็นทางสามประเภทดังกล่าว แต่ก็ได้แสดงลักษณะของการเป็นทางในแต่ละประเภทนั้นไว้ และคำฟ้องดังกล่าวมีคำขอให้บังคับเกี่ยวกับทางพิพาทประเภทเดียวในจำนวนนั้น ซึ่งทางพิพาทเป็นทางประเภทใดย่อมขึ้นอยู่กับการพิจารณารับฟังข้อเท็จจริง หากได้ความว่าทางพิพาทเป็นทางประเภทใด ศาลย่อมพิพากษาและบังคับตามคำขออย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่พิจารณาได้ความ ทั้งจำเลยก็ให้การปฏิเสธฟ้องโดยสิ้นเชิงว่า ทางพิพาทไม่ได้เป็นทางทั้งสามประเภทดังกล่าว อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยเข้าใจคำฟ้องโจทก์แล้ว คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000783.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548